เอนไซม์กับการบำบัด
1เอนไซม์เพื่อความงาม

1เอนไซม์สำหรับดูแลที่พักอาศัย

1เอนไซม์สำหรับสุขภาพ

1เอนไซม์สำหรับสัตว์เลี้ยง

1เอนไซม์สำหรับการเกษตร

1เอนไซม์สำหรับดูแลเครื่องยนต์
1รายการสื่อหนังสือต่าง ๆ
1รายการสินค้าสุขภาพจากเครือข่าย
 




1เอนไซม์ คืออะไร

1สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับเอนไซม์

1ขาดเอนไซม์ บ่อเกิดแห่งโรคร้าย

1ประโยชน์ของเอนไซม์

1วิตามินจากผลไม้แต่ละชนิด

1วิธีการหมักเอนไซม์
1อายุกับการหมักเอนไซม์
1การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
1เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
1น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร
1เอนไซม์น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง






1


 

...แพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา โดยไม่ได้ต้องรอให้ป่วย แต่เป็นการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย โดยการพึ่งพาตนเอง ..

go to home
go to go to go to go to web board go to about us
go to food go to heab go to dramma go to handmade go to

 
 
ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง
โรคของเส้นผม และหนังศรีษะ
ดวงตาของคุณเป็นปรกติหรือเปล่า
ฟัน สุขภาพฟันที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพดี
สุขภาพกระเพาะอาหาร
สุขภาพสำไส้
สุขภาพไต
ไขมันในเส้นเลือด
แบบสอบถาม เพื่อการตรวจสุขภาพด้วยตนเอง ของชมรมบ้านสุขภาพ
 


โรคของเส้นผม และหนังศรีษะ

คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่

*คันหนังศรีษะ
*เป็นรังแค
*ผมร่วงผิดปกติ
*เป็นตุ่มแดง เป็นเม็ดคัน
*เส้นผมเริ่มบางลง
*หงอกก่อนวัย

แล้วคุณเคยสงสันบ้างไหมว่า อาการเหล่านี้เกิดจากอะไร
อาการต่างๆ เกิดจากสาเหตุที่เราสามารถป้องกันและรักษาได้ ด้วยตัวของเราเอง ถ้าเรารู้สาเหตุของมัน
เช่น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คุณมีหรือไม่

รังแค

สาเหตุของการเกิดรังแค
1. ใช้แชมพูเคมี ครีมนวดเคมี หรือใช้เคมีกับหนังศรีษะ
2. นอนดึกเกิน 21.00 น.
3. เครียดบ่อย ไม่พอใจง่าย เอาแต่ใจตนเอง
4. ชอบรับประทานของที่มีไขมันต่าง ๆ
..........สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ผิวหนังบนศรีษะ แห้ง คัน เป็นสเก็ดสีขาวเล็ก ๆ บนศรีษะ และบางราย เกิดจากการติดเชื้อจากคนในครอบครัวที่มีศรีษะล้าน ซึ่งมีเชื้อ "ไร"ผม ซึ่งคนในครอบครัวจะมองข้าม โดยเฉพาะคุ่สามีและภรรยาจะติดต่อกันง่ายที่สุด

ผมร่วง

สาเหตุของผมร่วง จะพบได้บ่อยในเด็ก คือโรคเชื้อราในหนังศรีษะ และการถอนผม ผู้ใหญ่ที่มีอาการ ผมร่วงผิดปกติ บางรายมีอาการคันเป้นผื่นแดง ๆ บนหนังศรีษะ เพราะมีการหมักหมมของสิ่งสกปรก ที่เชื้อ "ไร"ผมขับถ่ายทิ้งไว้ ซึ่งจะทำให้รูขุมขนบนหนังศรีษะอุดตันจนเกิดการแพร่เชื้อและอักเสบ ทำให้ผมหลุดร่วง และนอกเหนือจากนั้นก็มีสาเหตุเดียวกับการเกิดรังแคได้อีกด้วย

ผมบางศรีษะล้าน

เริ่มพบลักษณะผมบางได้ เมื่อพ้นระยะวัยรุ่นไปแล้ว ลักษณะ เริ่มต้นเรียกว่า "หัวเถิก" ผมจะบางที่ หน้าผากก่อน พร้อมกับมีการร่นของแนวผมด้านข้างทั้ง 2 ด้านเหลือง่ามไว้ตรงกลาง
...ต่อมาผมบริเวณกระหม่อมจะค่อยๆ บางลงเช่นกัน พร้อม ๆ กับมีการขยายแนวออกไปโดยรอบ เกิดมีลักษณะที่เรียกว่า "ไข่ดาว" ขึ้นตรงกลาง กระหม่อมใน ระยะต่อมาบริเวณที่มีผมบางทั้ง 2 ตำแหน่ง จะค่อย ๆ ขยายมาเชื่อมกัน เมื่อปรากฏลักษณะของ "ศรีษะล้าน" สิ่งเหล่านั้นก็มีสาเหตุเดียวกับการเกิดรังแค นั่นก็คือ ใช้สิ่งที่เป็นเคมีกับหนังศรีษะ นอนดึก เครียดง่ายและเกิดจากการรับประทานอาหารนั้นเอง

 

...การบำบัดโรคของเส้นผมและหนังศรีษะด้วยตนเอง

...เมื่อเราทราบสาเหตุ เราก็ต้องแก้ไขที่สาเหตุของโรค นั่นก็คือแก้ไขที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา
* นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (ดู ความสัมพันธ์ระบบต่าง ๆ ของร่างกายกับวินัยชีวิต 10 ประการ )
* หยุดการโกรธเสียบ้าง มีการเจริญสติเสียบ้าง มองโลกในแง่ดี มีจิตใจที่แจ่มใส
* ลดอาหารที่มีไขมัน เช่น ของผัด ทอด เป็นต้น รับประทานน้ำผักปั่นช่วยในการฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง
* ที่สำคัญในเบื้องต้น ลดใช้สารเคมีกับ เส้นผมและหนังศรีษะ หาผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติใช

ใช้สำหรับเป็นสบู่และแชมพูรวมไปถึงครีมนวดผม ในขวดเดียวกัน สะอาดปลอดภัย ทำให้ผมนุ่มสวยมันเงางามมีส่วนผสมของผลไม้เมืองร้อนและ น้ำมันงาด้วยวิธี Ionic Charge
ผลิดโดย ชมรมบ้านสุขภาพ กลุ่มแม่บ้านบ้านฉาง
ขนาดบรรจุ
250 ml.
ราคา 100 บาท

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วงและศรีษะล้านซึ่งหนังศรีษะต้องการ สารอาหารอย่างเร่งด่วน ในการสร้างเส้นผมที่มีชีวิตให้เกิดขึ้นใหม่ มีส่วนผสม ของผลไม้เมืองร้อนและน้ำมันงา ด้วยวิธี Ionic Charge
ผลิดโดย ชมรมบ้านสุขภาพ
ขนาดบรรจุ
250 ml.
ราคา 350 บาท

 



ตา

ยุคสมัยที่ผู้คนหนี้ไม่พ้นเรื่องสายตาหล้า
นั้นเพราะ คนสมัยนี้นอกจากต้องใช้สายตา เพื่อการดำรงชีพแล้วยัง ใช้เกินความจำเป็น ใช้ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรใช้ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นผลเสียต่อดวงตา ดังนั้น ทุกคนจึงควรรู้โครงสร้างของดวงตา และ..ต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอย่างถ่องแท้..

สายตาอ่อนล้า ต้นเหตุทำให้คนอายุสั้น

สายตาล้า คือ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ciliary muscle รอบดวงตามีอาการอ่อนล้า
...ดวงตามนุษย์ยามเมื่อเห็นสิ่งต่าง ๆ นั้น กล้ามเนื้อ ciliary muscle ต้องยืดหดตัวปรับความหนาของเลนส์ตา เพื่อให้ได้จุดรวมแสงที่ดีที่สุด ขณะที่ไม่ได้จ้องมองอะไรเป็นพิเศษ กล้ามเนื้อจะอยู่ในภาวะผ่อนคลาย แต่เมื่อจ้องวัตถุ ระยะใกล้นาน ๆ มองวัตถุระยะต่างกันบ่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งตัวมากเกินไปจนอ่อนล้า
...บางรายนอกจากมีกล้ามเนื้อและเส้นประสาทอ่อนล้วแล้ว ยังมีความผิดปกติกับดวงตาและส่วนอื่นตามมาอีกด้วย เช่น เยื่อบุตาขาวอักเสบ (ตาแดงบริเวณตาขาว) กระจกตาอักเสบ (ตาแดงบริเวรตาดำ) ต้อหิน กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ปวดเมื่อย เกิดความเครียด ประสาทอัตโนมัติสูญเสียการปรับตัว เกิดอาการวัยทองและอื่น ๆ ตามมา

มาเช็คกันว่า คุณมีพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้ดวงตาอ่อนล้าหรือไม่ ?

1. นังอ่านหนังสือในรถเมล์ รถไฟฟ้าที่มีผู้โดยสารเต็มคันรถ - การจับจ้องอะไรบางอย่างภายในรถที่มีผู้โดยสารแน่นขนัด ตัวถึงรถสั่นอยู่ตลอดเวลานั้น ทำให้ดวงตาได้รับความเสียหายอย่างมาก
2. นั่งดูทีวี ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ มากกว่า 2 ชั่วดมงทุกวัน - การใช้ความคิดพร้อมกับการเพ่งมองตัวอักษรบนจอไปทีละตัว และต้องใช้สมาธิอยู่หน้าจอตลอดเวลา ทำให้ตาอ่อนล้าง่าย
3. ชอบใช้ดินสอแรเงาทำงาน - ใช้ดินสอสีด่อน มองเห็นไม่ชัด ทำให้สายตาล้า
4. หมู่นี้ ตาแห้งไม่มีน้ำตา - น้ำตาทำหน้าที่หล่อเลี้ยงรักษาความชุ่มชื่นของเยื่อบุตา กำจัดเศษผงหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกไป
5. บรรยากาศในห้อง เต็มไปด้วยสีสัน - ถูกกระตุ้นด้วยสีสันต่าง ๆ ทำให้สายตาทำงานหนัก
6. ชอบดื่มเหล้า และดื่มเหล้าดึกบ่อย ๆ - ดื่มหล้ามากเกินไปทำให้ตาแดงมากขึ้น การทำงานของดวงตาลดลง
7. ดูทีวีโดยไม่เปิดไปในห้อง - ภายในห้องหากมีแสดงเป็นบางจุด ทำให้มีสมาธิมากขึ้น แต่ถ้าใช้เวลานานจะก่อปัญหาสายตา
8. หมู่นี้รู้สึกนอนไม่พอ - ต้องพักสายตาที่ใช้งานมาอย่างหนักทั้งวัน หากนอนไม่พอตาจะอ่อนล้า
9. ทีวีที่ดู วางอยู่สูงกว่าระดับสายตา - เมื่อต้องมองของที่สูงกว่าระดับสายตาปกติ จะกระพริบตาน้อยลง โยงไปถึงการเกิดตาแห้ง
10. นั่งดูแผนที่หรืออื่น ๆ ขณะขับรถ- ขณะขับรถต้องใช้สายตามองไปข้างหน้าพร้อมกับก้มมองแผนที่ หรือสิ่งอื่น ที่อยู่ใกล้ตัว ทำให้ขาดสมาธิ ประสาทสัมผัสเหนื่อยล้า โยงไปถึงสายตาอ่อนล้า

วิธีถนอมสายตา

- อย่างแรกสุด ต้องปรับปรุงชีวิตประจำวัน
1. แว่นตา คอนแทกเลนส์ เหมาะกับสายตาหรือไม่
2. อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในห้องมีความสว่างเพียงพอหรือไม่ - ระดับความสว่างสำหรับสายตาควารอยู่ระหว่าง 300-700 lux
3. วางทีวี คอมพิวเตอร์ บริเวณที่เหมาะสมหรือไม่ - ระยะห่างระหว่างจอกับดวงตา ทีวีควรห่างประมาณ 2 เมตร จอคอมพิวเตรืห่างประมาฯ 40-70 cm
4. ใช้เวลาทำงานในบริษัท หรือที่อื่น ๆ นานเกินไปหรือไม่ - ทุก 40-50 นาที ควรพักสายตาประมาณ 10 นาที ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น หลับตา มองไปในที่ไกล ๆ บ้างเป็นการพักสายตาได้ทางหนึ่ง

- การกดจุดช่วยบรรเท่าความอ่อนเพลียของประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของระบบประสาทอัตโนมัติ ป้องกันและยับยั้งปัญหาสายตา

วิธีกดจุดทำง่าย ๆ เพียง แต่กดแรงพอให้เจ็บ แต่รู้สึกสบายขึ้น นานประมาร 2-3 วินาที ทำซ้ำประมาร 5-6 ครั้ง อย่างออกแรงมากเกินไป เพราะจะทำให้เส้นประสาทตา และกล้ามเนื้อเจ็บปวด

- กินอาหารให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน ปริมาณพอเหมาะ

สารอาหาร
สรรพคุณ
แหล่งที่มา
วิตามินเอ ช่วยสร้างเยื่อบุตาทำให้ ดวงตาเป็นปกติ ปลาไหล ตับ ผักปวยเล้ง ผักชีฝรั่ง โสม เนยแข็ง
วิตามินบี1 ป้องกันและบรรเท่าความอ่อนเพลีย ของกล้ามเนื้อรอบดวงตา เนื้อหมู ปลาไหล ถั่วปากอ้า ถั่วเหลือง ถั่วแขก งา ถั่วแดง
วิตามินบี2 กระตุ้นการทำงานของดวงตา ปลาไหล ตัว ปลาซาบะ นม ปลาแมกเคอเรล ปลาลิ้นหมา ปลาซาดิน ไข่ ถั่วหมัก โซบะ อโวคาโด้
วิตามินซี ทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง แก้อาการเลือดคั่งที่ดวงตา บร็อคโครี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม พริกหยวก กะหล่ำ ใบของหัวผัก ผักกาดขาว มันฝรั่ง
ล้างตาด้วยธรรมชาติ ผลิตด้วยผลไม้เนื้อขาว และส้ม รวมกับสมุนไพรหอม ด้วยวิธี Ionic Charge ทำให้เกิดคุณสมบัติการพัฒนาเซลล์ตายในเยื่อตา เปลี่ยนรูป และถูกชะล้างออกมาด้วยน้ำตา ทำให้ดวงตาแจ่มใส ป้องกันการทำลายจาก ฝุ่นละออง และแสงแดด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางดวงตาต่าง ๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก ต้อเนื้อ แมลงพ่นพิษใส่ตา รวมไปถึงอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา ฯลฯ
ผลิตโดย กลุ่มแม่บ้านบ้านฉาง
ขนาดบรรจุ 10 cc.
ราคา 50 บาท

ฟัน สุขภาพฟันที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพดี

ฟัน ทำหน้าที่เคี้ยวอาหารเพื่อการดำรงชีวิต การขบเคี้ยวเกี่ยวข้องกับการกินโดยตรง ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ก็ตาม ถ้าเกิดปัญหา ใช้ฟันเคี้ยวอาหารไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตโดยตรง
.... การเคี้ยวยังช่วยให้อาหารแตกละเอียด น้ำลายเข้าไปคลุกเคล้าทั่งถึงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการย่อย ลำไส้ดูดซึมสารอาหารดีขึ้น การเคี้ยวยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังสมองมากขึ้น ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและ ยังมีบทบาทหน้าที่อื่น ๆ อีก เช่น
- ทำให้การพูดออกเสียงชัดเจน
- อาหารที่เข้าปากไม่หลุดร่วงออกมา
- ปรับรูปหน้าให้ดูเป็นปกติ
- การเคี้ยวยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่า ตนเองยังมีกำลังวังชา
- เมื่อเกิดการต่อสู้ ฟันเป็นทั้งอาวุธ และเครื่องป้องกันตัว

ปัญหาใหญ่ของฟันมี 2 ปัญหาคือ ฟันผุ และ โรคต่าง ๆ รอบฟัน

ฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียสร้างสารที่มีลักษณะเหนียวจากน้ำตามในอาหาร ทำให้เกิด plaque "สารสะสมอยู่บนฟันมีส่วนช่วยให้เชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้น" เมื่อเชื้อต่าง ๆ ใช้น้ำตาลเป็นอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้น แล้วจะสร้างกรดระดับเข้มข้น ทำให้เคลือบฟันชั้น cementum และชั้น dentin ถูกกัดกร่อนกลายเป็นรู เรียกว่า ฟันผุ เมื่อฟันผุต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดอาการปวดฟัน เชื้อลุกลามเข้าไปในรากฟัน หรือจนถึงกระดูดกรามก็ม

โรคต่าง ๆ รอบฟัน คือโรคที่เกิดขึ้นกับส่วนต่างๆ รอบฟัน แบ่งออกเป้น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ เกิดการอักเสบของเหงือก และชนิดสุกลามเข้าไปจนทำให้รากฟัน ต้นเหตุเช่นเดียวกับการเกิดฟัน โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบฟันนั้น นับว่าเป็นโรคร้ายแรงอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเป้นมากจะทำให้ฟันกร่อน โยกคลอน และเสียฟันไปในที่สุด

มาเช็คกันว่าคุณอาการเหล่านี้ หรือไม่

1. ฟันมีคราบเหลือง หรือดำ เคยปวดฟัน - เป็นอาการฟันผุ
2. เคยรู้สึกเจ็บจีด ๆ บริเวณเหงือก - อาการของโรคต่าง ๆ รอบฟัน
3. ใช้ลิ้นเลียฟันรู้สึกเหนียว ๆ สาก ๆ - คือคราบฟันที่แปรงไม่ออก ซึ่งกลายเป้นต้นเหตุของฟันผุ โรคต่าง ๆ รอบฟัน
4. เมื่อกัดผลแอปเปิ้ล จะมีเลือดออกตามไรฟัน - เพราะมีโรคต่าง ๆ รอบฟัน จึงมีเลือดออกตามไรฟัน
5. เมื่อแตะเหงือกจะรู้สึกว่าเหงือกบวม - มีโรคตาง ๆ รอบฟัน ทำให้เงือกบวม
6. รู้สึกว่าฟันเตี้ยลงกว่าเดิม - มีโรคต่าง ๆ รอบฟัน เหงือกร่น ฟันผุง่าย
7. ชอบกิจของหวานมากเป็นพิเศษ - ทำให้แบคทีเรียสร้างกรดจากน้ำตาลที่ทานเข้าไป ดังนั้นทุกครั้งที่ถูกน้ำตาล จะเกิดกรดขึ้นบริเวณคราบฟัน จนเป็นต้นเหตุของฟันผุ
8. ไม่ถนัดเคี้ยวอาหารแข็ง ๆ ชอบกินของนิ่ม ๆ - ทำให้เคี้ยวน้อยครั้งลง น้ำลายจึกออกน้อย ฟันผุง่าย
9. กินอาหารโดยเคี้ยวเพียงไม่กี่ครั้ง - ทำให้เคี้ยวน้อยครั้งลง น้ำลายจึกออกน้อย ฟันผุง่าย
10. ใช้ฟันด้านใดด้านหนึ่งเคี้ยวอาหารเป็นประจำ - ใช้ฟันเคี้ยวอาหารข้างเดียวตลอด ทำให้มีหินปูนจับอีกด้านหนึ่งง่าย เป้นต้นเหตุของฟันผุ โรคต่าง ๆ รอบฟัน

....ผู้ที่มีอาการดังกล่าว แม้แต่เพียงข้อเดียว ต้องไปหาหมอฟัน เพราะแม้ว่าจะไม่มีอาการปวดฟัน แต่ ฟันผุและโรคต่าง ๆ รอบฟัน น่าจะลุกลามมากแล้ว ....

ข้อควรระวังสำหรับการกินอาหาร

1. ต้องเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด การเคี้ยวละเอียดช่วยให้เหงือกและฟันแข็งแรง และช่วยให้น้ำลายออกมากขึ้น สารไบคาร์บอเนตในน้ำลาย ทำหน้าที่เปลี่ยนกรด ให้เป็นกลาย ช่วยป้องกันฟันไม่ให้ถูกกัดกร่อน น้ำลายยังช่วยป้องกันหินปูน อีกด้วย
2. อย่าเคี้ยวอาหารด้วยฟันข้างเดียว
3. พยายามเลี่ยงของหวาน ไม่ทานจุบจิบ

 

อาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของน้ำลาย

...อาหารที่มีเส้นใยมาก ช่วยให้เราต้องเคี้ยวละเอียดมากขึ้น ทำให้เหงือกและกรามแข็งแรง และมีน้ำลายมากขึ้น ได้แก่ ข้าวกล้อง เห็ดหอมแห้ง หัวผักกาดแห้ง และอื่น ๆ

 

การแปลงฟันอย่างถูกวิธี จะช่วยกำจัดคราบฟันและหินปูนออกได้

1. บีบยาสีฟันปริมาณพอเหมาะใส่แปรงสีฟัน อย่างน้อยต้องใหญ่กว่าถั่วเหลืองเม็ดใหญ่
2. วางขนแปรงให้ตั้งฉากกับผิวฟัน ขยังแปรงขึ้นลง ด้วยแรงพอเหมาะ ไม่ต้องแปรงแรงเกินไป
3. วางขนแปรงตั้งฉากกับผิวฟัน เริ่มแปรงจากขอบบนตามลำดับทีละซี่ แปรงบนล่าย ซ้ายขวา ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
4. บริเวณไรฟัน และซอกฟัน วางขนแปรงแล้วขยับแปรงกวาดสิ่งสกปรกออกมา
5. บริเวรที่ใช้เคี้ยว แปรงเข้าออก
6. ไม่ว่าจะตั้งอกตั้งใจแปรงฟันอย่างไรก็ตาม ถ้าซอกฟันยังมีเศษอาหารติดอยู่ละก็ ให้ใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงสำหรับซอกฟันทุกครั้ง

สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านกลิ่นปากเรื้อรัง จะทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นมีส่วนผสมของผลไม้เมืองร้อน ด้วยวิธี Ionic Charge
ผลิดโดย ชมรมบ้านสุขภาพ
ขนาดบรรจุ
500 ml.
ราคา 150 บาท

 

กระเพาะอาหาร

ปัจจุบัน คนเราใช้ชีวิตในสภาพที่ถูกห้อมล้อม ด้วยคนรอบข้างที่มีความวิตกกังวล เป็นยุคที่มีความเครียดเก็บกดสะสม สมกับเป็น "ยุคของโรคกระเพาะอาหาร" แต่ คนส่วนมากเพียงแค่ปวดกระเพาะอาหาร อึดอัดท้อง ไม่ถึงกับต้องปรับเปลี่ยน อุปนิสัย หรือ ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน อย่างมากก็แค่ซื้อยามากินเท่านั้นเอง

...สัญญาณร้องทุกข์จากกระเพาะอาหาร คุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่า ที่แม้กระเพาะอาหารจะแสดงอาการไม่ปกติ ก็ยังนิ่งเฉย เพราะเห็นว่างานสำคัญกว่า หรือกำลังมุมานะรียนอย่างหนัก....คุณควรฟังสัญญาณร้องทุกข์จากกระเพาะบ้างนะ.

หน้าที่หลักของกระเพาะอาหาร คือการย่อยอาหาร เมื่ออาหารถูกฟันบดเป็นชิ้นเล็กลงแล้ว ก็จะถูกกลืนลงสู่หลอดอาหาร จากนั้นจะถูกกรดในกระเพาะอาหาร และตัวกระเพาะอาหารเองบดย่อย แล้วจึงส่งต่อไปยังลำไส้ กระเพาะอาหารจะบีบตัวเพื่อย่อยนาทีละ 3-5 ครั้ง นานประมาณ 2-20 วินาที

เช็คกันว่า ตรงกับตัวคุณหรือเปล่า

1. กังวลกับคำนินทาของคนอื่น มองโลกในแง่ร้าย - มีนิสัยเก็บความเครียดไว้ง่าย
2. มีนิสัยต้องสูบบุหรี่ทั้งก่อนและหลังตื่น - ทำให้มีน้ำย่อยขณะท้องว่าง กัดกระเพาะอาหารเป็นแผล
3. ไม่กินข้าวเช้า - เมื่อไม่มีอาหาร น้ำย่อยจึงกัดกระเพาะอาหารแทน กินเวลานานติดต่อกันเรื่อย ๆ
4. พอหิวน้ำต้องรีบดื่มน้ำอัดลม - กรดคาร์บอนิค (ในน้ำอัดลมป กระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารออกมามากเกินไป
5. ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย - ความเครียดทำให้กระเพาะอาหารทำงานด้อยลง กระเพาะอาหารถูก กรดทำร้าย
6. กินอาหารเสร็จเป็นคนสุดท้ายทุกครั้ง - เคี้ยวอาหารไม่ทัน ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักมากขึ้น
7. นอนไม่เป็นเวลา - การใช้ชีวิตประจำวันแบบผิด ๆ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในตัวผิดปกติ กระเพาะอาหารทำงานลดลง
8. ใช้เวลานอนกว่าจะหลับนานกว่า 30 นาที - มีอาหารไม่ถูกย่อยตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร
9. กินข้าวพร้อมกับดูโทรทัศน์เสมอ - ดูทีวีขณะทานข้าวทำให้เลือดไหลไปรวมกันที่สมอง ระบบย่อย และดูดซึมอาหารจึงมีเสือดไปเลี้ยงน้อยลง ทำให้การทำงานลดลง
10. ดื่มเหล้าเพียว ๆ โดยไม่กินกับแกล้ม - ทำให้มีน้ำย่อยขณะท้องว่าง กัดกระเพาะอาหารเป็นแผล

...แน่นอนว่า การกินมากไป ดื่มมาก การใช้ชีวิตประจำวันไม่ปกติ ก็เป็นต้นเหตุได้ หากปวดกระเพาะอาหาร ขอให้นึกไว้ก่อนว่า เป็นเพาะเรื่องเหล่านี้ ต้องหาวิธี ป้องกัน....

...ตรวจอาหารให้แน่ชัด รักษาอย่างถูกต้อง ใช้ 4 วิธีบำรุงกระเพาะอาหาร อาการแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่...คือ ผู้ที่มีกรดในกระเพาะมากเกินไป และผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย

ทางป้องกัน ต้องดูแลเอาใจใส่ตนเอง 4 วิธี ดังนี้

1. นอนหลับให้เพียงพอ
2. อย่านอนดึก
3. เลี่ยงสุรา บุหรี่ กาแฟ และสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างความระคายเคืองให้กับกระเพาะอาหาร
4. อย่าเก็บสะสมความเครียด
......วิธีที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ครบ การเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยได้...

อาการที่มีกรดในกระเพาะมากเกินไป
*สำหรับผู้ที่ดื่มเหล้ามาก เป็นการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร มีน้ำย่อยมาก จะต้องฟื้นฟูสภาพเยื่อบุ คุ้มครองกระเพาะด้วย "กรดซิติค" ขณะดื่มเหล้า จะพบมากในเนื้อลูกบ๊วยดองแบบญี่ปุ่น และผลไม้ตระกูลส้ม

*ผู้ที่ต้องอดนอนบ่อย ๆ ต้องให้ "เมไทโอนิน" ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ช่วยยับยั้งกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเยื่อบุ จะพบมากใน หน่อไม่ฝรั่ง กะหล่ำปลี ผักกาดหอม คึ่นฉ่ายฝรั่ง หรือ ดื่มน้ำผักปั่น สูตร ดร.รสสุคนธ์ ก็ช่วยได้ดีทีเดียวละ

อาการอาหารไม่ย่อย
* เมื่อมื้อดึกกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ถ้าเลี่ยงอาหารมื้อดึกไม่ได้ ก็ควรเป้นอาหารที่มีเอนไซม์อะไมเลส เอนไซม์ตัวนี้สนับสนุนการย่อยแป้งและไกลโคเจน ป้องกันอาการจุกเสียด แน่นท้อง พบมากในหัวผักกาดขาว หัวบุก หรือ จะเป็น เอนไซม์ผลไม้รวม ก็ช่วยได้ดีทีเดียว

* ทานมากเกินไปจนเกิดอาการอาหารไม่ย่อย ช่วยด้วยเอนไซม์ผลไม้รวม หรือเอนไซม์ไลเปล ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมัน เป้นกลีเซอรอล และกรดไขมัน พบมากในถั่วสิสง ข้าวโพด ถั่วหมัก ...

ผลิตด้วยวิธีการทางธรรมชาติ อุดมด้วยสารอาหาร ไวตามิน และฮอร์ดมนธรรมชาติ สร้างความแข็งแรง ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ช่วยในการย่อยอาหาร ผ่อนคลายกล้าม
เนื้อ ช่วยให้หลับสบาย แกไขปัญหาท้องผูก ท้องอืด บำรุงธาติต่าง ๆ เพิ่มภูมิคุ้มกัน

ผลิตโดย กลุ่มแม่บ้านบ้านฉาง
ขนาดบรรจุ 750 ml.
ราคา 500 บาท/ขวด

 

ติดต่อสอบถาม และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ที่ โทรศัพท์ 089-812-9344 คุณไก่

 

สุขภาพของกระเพาะอาหารจะแสดงออกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

...ลิ้นซีดขาว
ทานของเย็น ๆ มากเกินไป จนเกิดอาการอาหารไม่ย่อย
...ลิ้นมีสีเหลือง
กระเพาะอาหารถูกอาหารร้อน ๆ มากเกินไป ทำให้ถูกกระตุ้นออกมากมากกว่าปกติ
...ที่มือซ้าย
เมื่อกดจุดที่กระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บรรจบกัน จะมีอาการเจ็บ แสดงว่ากระเพาะอาหารมีปัญหาบางอย่าง
...ที่เท้าซ้าย
เมื่อกดจุนต้นกระดูกนิ้วหัวแม่เท้าจะมีอาการเจ็บ แสดงว่ากระเพาะอาหารอ่อนแอ
...ริมฝีปากแห้งแตก
กระเพาะอาหารถูกอาหารร้อน ๆ ขาดน้ำ
...มุมปากเป็นหนอง
กระเพาะอาหารอ่อนล้า เพาะทานมื้อดึก หรือของว่าง
...รอบปากมีเม็ดผดผื่น
รับน้ำตาลมากเกินไป และเยื่อบุกระเพาะอาหาร เริ่มมีปัญหา

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ

1. เวลาทานอาหารให้นั่งตัวตรง
2. อย่าทานมูมมาม เคี้ยวมาก ๆ ก่อนกลึน และอย่าทานจนแน่นท้อง
3. เลี่ยงของเย็นจัด ร้อนจัด
4. อย่าทานแล้วนอนทันที
5. กระเพาะอาหารจะแข็งแรงได้ต้องฝึกฝนกล้ามเนื้อต้นขาด้วย การแพทย์แผนจีนโบรานเชื่อว่า กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน vastus medialis muscle เป้นเส้นทางที่กระแสพลังเข้าสู่อวัยวะภายใน



การฟังเสียง

การฟังเสียงละการสูดดมนั้น ถือว่าเป็นวิธีหนึ่งในการตรวจโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำมาใช้ประกอบในการดูแลผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษา


ก็เช่นกันนับว่าเป็นการตรวจโรควิธีหนึ่งซึ่งผู้ที่รักษาโดยแนวทางธรรมชาติบำบัดนั้น จะต้องสนใจอย่างยิ่ง
จากการสังเกตุการดูแลและบำบัดผู้ป่วยของดร.รสรสุคนธ์ รวมถึงการนำเอาหลักทฤษฏีพื้นฐานของหลักธรรมชาติบำบัดมาใช้ร่วมด้วยนั้น ผมพบว่า ลักษณะบุคลิกและอาการต่าง ๆ ของคนที่อยู่รอบๆ ตัวนั้นแต่ละวันไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละอาการถ้า สังเกตดี ๆ จะพบว่า แต่ละอาการ แต่ละบุคคลภาพ ที่ออกมาจะได้ว่าอวัยวะและลักษณะ แบบใดที่เป็นปัญหา

ถ้าท่านผู้อ่านลองสังเกตุดูจากตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือบุคคลรอบตัวที่ท่านพบเห็น เช่น

คุณแอน คือ ผู้ที่คุมเรื่องการดูแลบัญชีและเอกสารการติดต่อของบ้านสุขภาพ เธอจะมีอารมณ์ที่เครียดง่ายมาก ใครพูดจากระทบ หรือ ทำอะไรไม่ถูกใจหรือไม่เรียบร้อย เธอก ็จะเครียด และหงุดหงิด

อารมณ์เครียดง่ายหายเร็ว ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เธอ สิ่งที่เธอพยายามที่จะหาทางออกก็คือ การได้ พูดคุย การได้ระบายออกถึงความเครียดที่สะสมอยู่ การมองผ่านแบบปกติบางครั้งเรา อาจจะมองได้แต่เพียงภายนอก แต่สำหรับการตรวรจโรคด้วยการฟังเสียงนั้นจะ สังเกตได้ง่าย

เช่น มีอยู่วันหนึ่งเราพบว่า พี่แอนมีอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หลายคนอาจจะตั้งคำ ถามในใจว่า ทำไมถึงรู้ ผมคงจะบอกง่าย ๆ ว่า คุณเองก็รู้ได้เพราะมันเป็นการสังเกตขั้นพื้นฐานที่เรียกได้ว่าอยู่ในตัว แทบทุกคน

"น้ำเสียงเธอเปี่ยนไป"

น้ำเสียงเธอเปลี่ยนไปครับ...ง่ายมั๊ยครับแค่ฟังแค่นี้แหล่ะง่าย ๆ แต่การฟังเท่านี้เรายังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
พี่แอนก็จะมาบอกว่า "พี่ไม่ค่อยดีเลย ซึ่งถ้าลองฟังจากน้ำเสียง และการหายใจ" แล้วนั้น ในหลักของการวินิจฉัยโรคตามหลักธรรมชาติบำบัดนั้นพบว่า

“ ถ้าบุคคลใดมีเสียงก้องกังวานกว่าปกติและมีแรง แสดงว่าเป็นโรคแกร่ง
แต่ถ้าหากมีเสียงแผ่วเบา และไม่มีแรง แสดงว่าเป็นโรคพร่อง
แต่ถ้าหายใจเร็ว และอ่อนเบา เป็นโรคพร่องที่เกิดขึ้นอย่างช้า
แต่ถ้าหายใจเร็วมีเสมหะในลำคอ และหายใจดังฟี้ เป็นอาการหอบ
แต่ถ้าหายใจลำบากต้องอ้าปาก ยกไหล่และนอนราบไม่ได้ เป็นอาการหืด
แต่ถ้าไอเสียงทึบ มักเป็นโรคแกร่ง
แต่ถ้าไอเสียงเบา อ่อน ไม่มีแรง มักเป็นโรคพร่อง
แต่ถ้าไอติดต่อกันเป็นชุด เวลาหยุดไอ จะมีเสียงดังฟี้ เป็นโรคไอกรน”


ดังนั้นอาการที่เกิดขึ้นกับพี่แอน ถ้าไม่พูดถึงสีหน้า แววตา แต่พูดถึงเฉพาะการตรวจโรคโดยการฟังเสียงแล้วนั้น เราก็สามารถวิเคราะห์เบื้องต้นได้ว่า พี่แอนจะมีเสียงที่แผ่วเบา และไม่มีแรง แต่พยายามจะฝืนตัวเอง ดังนั้นคำตอบที่พบนั้นก็คือ เป็นโรคพร่อง แต่จะพร่องหยิน หรือ พร่องหยางนั้น ผมคงต้องใช้การวินิจฉัยโรคอย่างอื่นมาประกอบกันอีก (ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อ ผมอาจจะถูกหรือผิดก็ได้) เพราะการรักษาในแนวทางนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ

ดังนั้นลองอ่านติดต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ แล้ววันหนึ่งท่านจะก็จะพบว่าไม่ต้องถึงมือใคร ๆ
เราก็สามารถเข้าใจได้เองว่าจะดูแลตัวเองและผู้ที่อยู่รอบข้างอย่างไร

ทำความเข้าใจ "สภาวะพร่องและแกร่ง"

ที่มา : การตรวจโรคทั้งสี่ “การฟังเสียงและการสูดดม”หน้า 101 -102

 

ภาวะพร่อง และ สภาวะแกร่ง
กองบรรณาธิการ


สภาวะพร่องหรือ สภาวะแกร่ง คืออะไร ?

“สภาวะพร่อง” หรือ “สภาวะแกร่ง” นั้นเป็นการแยกแยะ ความอ่อนแอของร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว

"สภาวะพร่อง"
นั้น โดยความหมายคือ ปัจจัยภายในไม่เพียงพอ หรือ (ความต้านทานของร่างกายลดต่ำลง) หรือหากความหมายของเราก็คือ "อาหารมีไม่เพียงพอสำหรับความต้องการในการเยียวยาของร่างกาย "

ส่วน “สภาวะแกร่ง” จะหมายถึง ภาวะที่ปัจจัยภายนอกที่มีมากเกินไป เช่น คุณไปเจอสภาพอากาศที่หนาวจัด หรือ สภาพอากาศที่ร้อนจัด เมื่อเกิดสภาพดังกล่าว ร่างกาย
จำเป็นต้องปรับสภาพร่างกายตนเองให้คงที่ หรือที่เรียกว่าปรับสมดุลย์ของร่างกาย
ซึ่งเป็นระยะที่การต่อสู้ ระหว่างปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอกที่รุนแรง

“ปัจจัยภายนอกมากจะเกิดภาวะแกร่ง ปัจจัยภายในถูกทำลายจะเกิดภาวะพร่อง”

ดังนั้น “สภาวะพร่อง” มักจะพบในโรคที่มีอาการหนัก เช่น การเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้ร่างกายอ่อนแอ "พลังและเลือดไม่เพียงพอ" มีผลทำให้มีสมรรถภาพของ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายลดลง และปรากฏให้เห็นอาการต่าง ๆ เช่น โรคที่ทำให้ให้มีการ สูญเสียพลังงานอย่างช้า ๆ เช่นโรคขาดสารอาหาร

ส่วน “ภาวะแกร่ง” มักจะพบในโรคใหม่ เช่นโรคเฉียบพลัน ร่างกายมีพลังต้านทาน แข็งแกร่ง

ดังนั้นหากจะเข้าใจและจำแนกว่าร่างกายอยู่ในสภาวะใด
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตของอาการต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่มา : พร่อง – แกร่ง (ซวีสือ) หมอชาวบ้าน และ ทฤษฏีแพทย์จีน หน้า122





HI-LIGHT
1 เอนไซม์ กับการบำบัดโรค

1ประวัติดร.รสสุคนธ์

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1น้ำหมักชีวภาพ (ENZYME)

1น้ำผักปั่น สโตล์ ดร.รสสุคนธ์

1นาฬิกาชีวิต
1การรักษาอาการต่าง ๆ ด้วยสารอาหาร
1สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ
1บทปฏิบัติ 10 ประการ
1สมาธิสยบโรค
1รักษาโรคตามพระไตรปิฎก
1บทความ (ชมรมบ้านสุขภาพ)
1สารพันกับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1
 
วิถึสุขภาพกับแพทย์ทางเลือก

1บทปฏิบัติ 10 ประการ

1ความสัมพันธ์ระบบต่าง ๆ กับวินัยชีวิต 10 ประการ

1ฮอร์โมนมีความสำคัญอย่างไร

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1บทความ(ชมรมบ้านสุขภาพ)
1หลากหลายสารพัน กับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1โรคและการบำบัดโรค...
ด้วยตนเอง

1ยา 9 เม็ดของหมอเขียว

1ยา และผลที่จะได้รับ
 

Downlod E-book ฟรี

 

 
copyright @ Healthybyself
Tel. 02-116-5598 , 096-1936-936 , 063-282-6369
www.healthybyself.net
, e-mail : healthybyself@hotmail.com