เอนไซม์กับการบำบัด
1เอนไซม์เพื่อความงาม

1เอนไซม์สำหรับดูแลที่พักอาศัย

1เอนไซม์สำหรับสุขภาพ

1เอนไซม์สำหรับสัตว์เลี้ยง

1เอนไซม์สำหรับการเกษตร

1เอนไซม์สำหรับดูแลเครื่องยนต์
1รายการสื่อหนังสือต่าง ๆ
1รายการสินค้าสุขภาพจากเครือข่าย
 




1เอนไซม์ คืออะไร

1สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับเอนไซม์

1ขาดเอนไซม์ บ่อเกิดแห่งโรคร้าย

1ประโยชน์ของเอนไซม์

1วิตามินจากผลไม้แต่ละชนิด

1วิธีการหมักเอนไซม์
1อายุกับการหมักเอนไซม์
1การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
1เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
1น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร
1เอนไซม์น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง






1


 

...แพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา โดยไม่ได้ต้องรอให้ป่วย แต่เป็นการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย โดยการพึ่งพาตนเอง ..

go to home
go to go to go to go to web board go to about us
go to food go to heab go to dramma go to handmade go to

 
 

 

เอนไซม์ ความหมายเดิม หมายถึง การหมัก (Fermentation) จึงเคยมีชื่อว่า Zymosis โดยมีรากศัพท์เดิมมาจากภาษากรีกโบราณ (ค.ศ.1878) ซึ่งแปลว่า “การหมัก” 

 เอนไซม์ คือ กลุ่มโมเลกุลของโปรตีนขนาดใหญ่ในสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่เป็น ตัวช่วยและเร่ง ปฏิกิริยาเคมี หรือสารชีวะเคมีใดๆซึ่งทำหน้าที่เร่ง ปฏิกิริยาเคมีซึ่ง เกี่ยวข้องกับสิ่งมี ชีวิต

 

เอนไซม์ที่ผลิตโดย พืช หรือ สัตว์ หรือแม้แต่ในร่างกายของมนุษย์เอง รูปร่างของโปรตีนจะเป็น กรดอมิโน (Amino Acid) ต่อกันเป็นสายยาวๆ (Long Chain of Amino Acid) มีคุณสมบัติเร่งปฏิกิริยาเคมีที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตจนกล่าว ได้ว่าถ้าขาดเอนไซม์ หรือ เอนไซม์หยุดทำงาน ชีวิตก็จะดับสิ้นไป ( Every significant life process is dependent on enzyme activity ) 

 
 


 

 

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเอนไซม์คือ 

1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถสร้างเอนไซม์ขึ้นมาใช้เอง ด้วยความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน 

2. เอนไซม์ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพเพื่อนำไปใช้ ถ้าย่อยได้ไม่ดีถึงกินอาหารแสนดีก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น 

3. เอนไซม์ควบคุมและเร่งปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ถ้าไม่มีเอนไซม์ปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด จะเกิดช้าจนชีวิตไม่สามารถรออยู่ได้ 

4. เอนไซม์แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัว และจะทำปฏิกิริยาเคมีจำเพาะกับสารตั้งต้น (Substrate) ที่ถูกกำหนดเท่านั้น เอนไซม์ชนิดย่อยแป้งจะไม่ย่อยโปรตีน เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง เป็นต้น 

5. เอนไซม์ถูกทำลายโดยง่ายที่ความร้อนสูงเกิน 118 ๐F (45 องศาเซลเซียส) หรือกล่าวอีกนัยว่า เอนไซม์เปราะบางมาก 

6. การแช่แข็ง (Freezing) จะไม่ทำลายความสามารถของเอนไซม์ส่วนใหญ่ 

7. เอนไซม์บางชนิด จะส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ฯลฯ เอนไซม์แต่ละอย่างมีหน้าที่แตกต่างกันไป 

8. การขาดเอนไซม์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไม่รักษาสุขภาพของตนเอง แต่บางกรณีอาจเกิดจากปัญหากรรมพันธุ์ (โรคที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่) 

9. เอนไซม์ที่มีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) ในร่างกาย จะสัมพันธ์กับโรคของความเสื่อมต่างๆ คือ ถ้าเอนไซม์ต่ำมาก โรคแห่งความเสื่อมก็เกิดขึ้นมากตาม 

เอนไซม์มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต เพราะว่าปฏิกิริยาเคมีส่วนใหญ่ใน เซลล์จะเกิดช้ามาก หรือถ้าไม่มีเอนไซม์อาจทำให้ผลิตภัณฑ์จาก ปฏิกิริยากลาย เป็นสารเคมีชนิดอื่น ซึ่งถ้าขาดเอนไซม์ระบบการทำงานของเซลล์จะผิดปรกติ (malfunction) เช่น

  • การผ่าเหล่า (mutation)
  • การผลิตมากเกินไป (overproduction)
  • ผลิตน้อยเกินไป (underproduction)
  • การขาดหายไป (deletion)

 

 



 

เอนไซม์ถ้ามีระดับต่ำกว่าปกติในเลือด จะทำให้เกิดโรคต่างๆ 


ผลของการศึกษาพบว่า ถ้าเอนไซม์มีระดับต่ำกว่าปกติในเลือด (LEL=Low Enzyme Level) จะทำให้เกิดโรคต่างๆ คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) พบว่าเอนไซม์ไลเปส และเอนไซม์ทริปซิน (Lipase และTrypsin) ในเลือดมีระดับต่ำมาก ไลเปสเป็นตัวย่อยไขมันส่วนทริป ซินย่อยโปรตีน (เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ) ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังบางชนิด (Psoriasis) จะมีระดับเอนไซม์อไมเลส (Amylase) ต่ำในเลือด อไมเลสเป็นกลุ่มเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง (เช่นข้าวต่างๆ) 
ผู้ป่วยโรคตับควรใช้เอนไซม์อไมเลสเป็นอาหารเสริม 
มีการศึกษาในผู้ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ จะพบว่าถ้าให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีระดับเอนไซม์อไมเลสสูงขึ้น อาการป่วยด้วยโรคดังกล่าว จะทุเลาเองได้ 
การใช้เอนไซม์เป็นอาหารเสริม หรือการกินอาหารสดที่อุดมด้วยเอนไซม์ ก็จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรค  ถ้ามีเอนไซม์ย่อยอาหารในร่างกายเพียงพอ  เอนไซม์อไมเลสอื่นก็เอามาทำหน้าที่เป็นเมตาบอลิคเอนไซม์ (Metabolic Enzyme) ไว้ใช้ต้านทานโรคและซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอ ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาว

 



ประโยชน์ของเอนไซม์

 

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพพลังเอนไซม์บำบัด


1. เอนไซม์ ช่วยเปลี่ยนอาหารคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเส้นใยอาหารให้เป็นกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติก และกรดบิวทิริก ซึ่งมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ทำให้เอนไซม์มีรสเปรี้ยว และช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างสะดวก กรดอินทรีย์ชนิดบิวทีริกเสริมสร้างการสร้างดีเอ็นเอ และเพิ่มจำนวนเซลล์บุผิวในลำไส้ใหญ่ให้มีมากแข็งแรงมีอายุยืนกว่าเดิม ทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคได้ดี ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี



2. เอนไซม์สร้างวิตามิน บี ๑๒ วิตามิน K และวิตามิน B หลายชนิด ช่วยบำรุงเม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และเซลล์ทั่วไป

3. ช่วยสร้างเอนไซม์แลคเตส เพื่อย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ดังนั้น เด็ก ๆ ที่ยังดื่มนมสามารถดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมในนมได้

4. สร้างสารต่อต้านเชื้อโรค สารอินทรีย์นี้เรียกว่า แบคทีริโอซิน (Bactiriocins) มีหลายชนิด ได้แก่ acidolin, acidophillin, bulgarican, lactocillin และ niacin ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโทษต่อรางกายการ เช่น เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตามผิวหนังเป็นแผลพุพองเรื้อรัง ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ เชื้อที่ทำให้ท้องร่วง และเชื้อที่ทำให้เกิดเหม็นเน่า

5. ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด เหมาะสำหรับผู้มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือความดันสูง

6. ช่วยในการทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการหมดประจำเดือน และบรรเทาอาการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

7. ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ลดอาการแพ้ คลื่นไส้ ผมร่วง ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และพบว่าทำให้ปริมาณฮีโมโกบินสูงขึ้นด้วย

8. ช่วยลดการเกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน

9. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง ทั้งในระยะเริ่มต้น และระยะส่งเสริมของโรคมะเร็ง และในทางระบาดวิทยา พบว่าในคนมีความสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสี่ยงของมะเร็งลำไส้





สรุปประโยชน์ของเอนไซม์ได้ ดังนี้

1. ช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย

2. ทำใหระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น

3. ทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล

4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย (ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ)

 

จากหนังสือเอนไซม์ โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล



 

วิตามินที่ได้ในการนำผลไม้แต่ละชนิดมาหมัก
ผลไม้แต่ละชนิดการนำมาหมักเป็นเอนไซม์จะได้วิตามินไม่เหมือนกัน
โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ลำดับ
ชนิดพืชที่นำมาหมัก
วิตามินที่ได้
1
ผลไม้รสหวาน
วิตามิน เอ, ดี, อี, เค
2
ผลไม้รสเปรี้ยว
วิตามิน ซีและเค
3
จากข้าว
วิตามิน บี ซี อี
 
การสังเกต
  วิตามินบี   จะมีกลิ่นเหม็นอมเปรี้ยว
  วตามินซี  จะมีกลิ่นเปรี้ยว สีส้ม
  วิตามินเค จะมีสีแดง
  วิตามินดี  จะมีกลิ่นหอม
  วิตามินอี   จะมีสีใส


การหมักน้ำเอนไซม์เพื่อสุขภาพ

สูตร ดร.รสสุคนธ์ (ชมรมบ้านสุขภาพ)

หมายเหตุ

1. ผลไม้ที่นำมาใช้ควรเป็นผลไม้สุกเท่านั้น เพราะผลไม้ดิบจะทำให้เกิดเมทานอลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสูง

2. ไม่ควรหมักทุเรียน เพราะจะเกิดก๊าซมาก และเกิดการระเบิดได้

3. ผลไม้จำพวกมะม่วงสุก สับปะรด มะเขือเทศ ถ้านำมาหมักจะเกิดก๊าซมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

4. การหมักเอนไซม์ผลไม้สำหรับดื่ม ควรใช้น้ำผึ้ง ความชื้นต่ำ (20%) เท่านั้น เพราะน้ำผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้รับประทาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าน้ำตาล

5. สามารถใช้น้ำอ้อยแทนน้ำผึ้งได้ แต่ต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น อีกทั้งจะได้สารอาหารน้อยกว่าน้ำผึ้ง แต่ไม่ควรใช้น้ำตาล เพราะจะทำให้กระบวนการหมักเกิดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าน้ำผึ้ง และเป็นอันตรายต่อไต

6. ผลไม้ทุกชนิด ควรแช่ในน้ำเอนไซม์แช่ผักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนำมาหมัก โดยใช้อัตราส่วนน้ำเอนไซม์แช่ผัก 1 ฝา ผสมกับน้ำสะอาด 3 ลิตร แช่ผลไม้ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนนำมาใช้



 

 

 

 

1.จัดเตรียมอุปกรณ์  ซึ่งประกอบด้วย

ผลไม้หรือสมุนไพร 3 ส่วน  + น้ำผึ้ง 1 ส่วน + น้ำสะอาด    10 ส่วน

 

2.  นำผลไม้หรือสมุนไพรมาทำความสะอาด ถ้าผลใหญ่ให้แบ่งเป็นชิ้นเล็ก แล้วใส่ในภาชนะ ตามอัตราส่วนโดยเหลือพื้นที่ 1/5  ของภาชนะเพื่อให้อากาศภายในมีการหมุนเวียน

 

3.  ปิดฝา และ ทำประวัติติดข้างภาชนะดังนี้

      - ชนิดของผลไม้

      - วัน เดือน ปี ที่ผลิต

 

4.   เมื่อได้ระยะเวลา  3 เดือน- 1 ปีแล้ว เกิดน้ำใส(lonic plasmaX ลอยตัวให้ดูดออกด้วยสายยาง

 

เมื่อเราได้หัวเชื้อดังกล่าวแล้ว ซึ่งอายุต้องมากกว่า 1 ปีขึ้นไปจึงจะมีประสิทธิภาพ เราสามารถที่จะนำหัวเชื้อเอนไซม์ ไปขยาย ด้วยกระบวนการหมัก ในภาชนะ พลาสติกที่ปิดจำกัดอากาศ ในอัตราส่วน

เอนไซม์ 1ส่วน +น้ำผึ้ง 1 ส่วน +  น้ำสะอาด 10 ส่วน



 

 

หรือ นำหัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้น ที่อายุนาน 10 ปี มา 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 ส่วน +  น้ำ 10 ส่วน หมักไว้นาน 6 เดือน จะนำไปดื่ม หรือ นำไปเป็นหัวเชื้อ ขยายต่อไปอีก ด้วยอัตราส่วน หัวเชื้อขยาย 1 ลิตร  + น้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม + น้ำ 5 ลิตร นาน 1 ปี จะได้น้ำเอนไซม์พร้อมดื่ม ที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย ย่อยอาหาร สลายสารพิษของตกค้างในเลือด ลดไขมัน อย่างได้ผลดี



 

 

 

อายุกับการนำเอนไซม์มาใช้


อายุ 2 ปี
ผสมน้ำด่างตามชอบที่ต้องการจะให้ฟองมากน้อย
ใช้ทำแชมพูสระผม, น้ำยาซักผ้า, น้ำยาล้างจาน, สบู่น้ำ เป็นต้น

อายุ 4 ปี
ใช้หัวเชื้อ 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 : ผลไม้ 3 : น้ำ 10 หมักในเวลา 15 วันใช้ได้เลย
ทำน้ำยาบ้วนปาก, ล้างแผลอักเสบเน่าเปื่อยพุพอง, งูสวัด ถ้าจะเอามาใช้ล้างสารพิษในพืช-ผัก – ผลไม้ – เนื้อสัตว์

นำหัวเชื้ออายุ 4 ปี จำนวน 2 ลิตร หมักกับข้าวสุก 10 กิโลกรัมและน้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม ใส่น้ำท่วมข้าว หมักภายใน 15 วันจะได้น้ำเอนไซม์ ส่วนข้าวสุกที่หมักแล้ว นำมาใส่น้ำท่วมข้าวหมักอีก 15 วันได้น้ำเอนไซม์ ทำได้ 3 ครั้งจนข้าวเป็นผง

อายุ 6 ปี
ขยายหัวเชื้อ 1: น้ำผึ้ง 1: น้ำ 10 ดื่มได้เลย
เมื่อเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊ส ท้องเสีย 20-30 ซีซี, ใช้ทำผลิตภัณฑ์บำรุงผม, ผิวพรรณ, ใบหน้า, ตา, จมูก, ช่องปาก, คอ, ดับกลิ่นตัวตัวในร่มผ้า, เท้า ให้สะอาดและสดชื่น



อายุ 6-10 ปีขึ้นไป
ใช้ดองยาสมุนไพร เป็นเวลา 1 เดือน จะได้ประสิทธิภาพตามคุณสมบัติของสมุนไพร แต่ละตัวเพิ่มขึ้น ควรรับประทานวันละครั้ง ( 3-10 ซีซี ) ก่อนหรือหลังอาหาร 1.30 ชั่วโมง





การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ

นำขี้เถ้ามาแช่น้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 10
เป็นเวลา 2 ปี จึงได้น้ำด่างที่มีฟองมาใส่ในเอนไซม์
จะทำให้น้ำเอนไซม์ใสและมีฟอง แต่จะนำไปขยายต่ออีกไม่ได้



เอนไซม์กับฝ้าสีขาว


ฝ้าขาว ถ้าเป็นสีอื่นใช้ไม่ได้ ( เสียแล้ว )

ในการหมักจะเกิดมีฝ้าขาวขึ้นมาลอยอยู่ส่วนบนให้เอาออกมาคลุกกับแป้งสาลี นำน้ำเอนไซม์ติดมาด้วย เพื่อจะได้ปั้นให้เป็นก้อน
ห่อไว้ด้วยกระดาษทึบแสง เก็บได้นาน ใช้เป็นยีสต์ ( หัวเชื้อเร่ง ) ในการทำเต้าเจี้ยว,
น้ำส้มสายชู, ซีอิ๊ว, ซีอิ๊ว (เปรี้ยว), ขนมปัง, แป้งทำพิซซ่า, โรตี

 

น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร ?


  • ถ้าหมักกับน้ำตาลจะเกิดแอลกอฮอล์มาก
  • ถ้าหมักกับน้ำผึ้งที่ไม่ได้เอาความชื้นออกก็ยังเกิดแอลกอฮอล์และมีซากยีสต์ตกค้างเยอะ
  • ถ้าหมักด้วยน้ำผึ้งที่ผ่านการเอาความชื้นออกถึง 80% เหลือเพียง 20% น้ำผึ้งนั้นจะกลายเป็นกรดอิ่มตัวที่ไม่มีจุลินทรีย์และไม่มีแอลกอฮอล์ แต่จะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับออกซิเจน
  • เอนไซม์ที่ขยายด้วยน้ำผึ้งที่ Dehydrate 80% ( เอาน้ำออก 80% ) จะใช้ได้เลย
  • เอนไซม์ที่ขยายด้วยน้ำผึ้งทั่ว ๆ ไป จะต้องหมักต่ออีก 3 เดือน
    และนำมาขยายปิดท้ายด้วยน้ำผึ้งที่เอาน้ำออก 80% จึงจะใช้ได้เลย

 

 







HI-LIGHT
1 เอนไซม์ กับการบำบัดโรค

1ประวัติดร.รสสุคนธ์

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1น้ำหมักชีวภาพ (ENZYME)

1น้ำผักปั่น สโตล์ ดร.รสสุคนธ์

1นาฬิกาชีวิต
1การรักษาอาการต่าง ๆ ด้วยสารอาหาร
1สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ
1บทปฏิบัติ 10 ประการ
1สมาธิสยบโรค
1รักษาโรคตามพระไตรปิฎก
1บทความ (ชมรมบ้านสุขภาพ)
1สารพันกับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1
 
วิถึสุขภาพกับแพทย์ทางเลือก

1บทปฏิบัติ 10 ประการ

1ความสัมพันธ์ระบบต่าง ๆ กับวินัยชีวิต 10 ประการ

1ฮอร์โมนมีความสำคัญอย่างไร

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1บทความ(ชมรมบ้านสุขภาพ)
1หลากหลายสารพัน กับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1โรคและการบำบัดโรค...
ด้วยตนเอง

1ยา 9 เม็ดของหมอเขียว

1ยา และผลที่จะได้รับ
 

Downlod E-book ฟรี

 

 
copyright @ Healthybyself
Tel. 02-116-5598 , 096-1936-936 , 063-282-6369
www.healthybyself.net
, e-mail : healthybyself@hotmail.com