เอนไซม์กับการบำบัด
1เอนไซม์เพื่อความงาม

1เอนไซม์สำหรับดูแลที่พักอาศัย

1เอนไซม์สำหรับสุขภาพ

1เอนไซม์สำหรับสัตว์เลี้ยง

1เอนไซม์สำหรับการเกษตร

1เอนไซม์สำหรับดูแลเครื่องยนต์
1รายการสื่อหนังสือต่าง ๆ
1รายการสินค้าสุขภาพจากเครือข่าย
 




1 เอนไซม์ คืออะไร

1 สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับเอนไซม์

1 ขาดเอนไซม์ บ่อเกิดแห่งโรคร้าย

1 ประโยชน์ของเอนไซม์

1 วิตามินจากผลไม้แต่ละชนิด

1 วิธีการหมักเอนไซม์
1 อายุกับการหมักเอนไซม์
1 การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
1 เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
1 น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร
1 เอนไซม์น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง






1


 

...แพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา โดยไม่ได้ต้องรอให้ป่วย แต่เป็นการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย โดยการพึ่งพาตนเอง ..

go to home
go to go to go to go to web board go to about us
go to food go to heab go to dramma go to handmade go to

 
 

ลักษณะยาและผลที่จะได้รับจากมันกันดีกว่า

ยาที่นิยมใช้กันมีดังนี้


  1. ยาทาสตีรอยด์ เป็นยาที่ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบ่อยที่สุด ยาทาสตีรอยด์อาจ อยู่ในรูปครีม ขี้ผึ้ง เจลหรือสารละลาย (Solution) การเลือกใช้ยาทาสตีรอยด์ชนิดใด ในรูปใดมี หลักพิจารณาดังนี้
      ผื่นหนา เป็นตามแขนขา มือหรือเท้าใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปขี้ผึ้ง
      ผื่นบางหรือเป็นบริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์อ่อน หรือแรงปานกลาง ควรเลือกยาทาสตีรอยด์รูปครีมไม่ควรใช้ในรูปขี้ผึ้งเพราะมีฤทธิ์แรงเกินไปและเหนียว เหนอะหนะ
      ผื่นที่ศีรษะหนาให้ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปครีมเหลวหรือ ครีมน้ำนม (Milky lotion) ถ้าผื่นที่ศีรษะมีลักษณะบางใช้ยาทาสตีรอยด์รูปน้ำ(Solution) จะซึมเข้า ถึงหนังศีรษะได้ดี ยาทาสตีรอยด์รูปขี้ผึ้งไม่เหมาะกับหนังศีรษะเพราะเหนอะหนะ และทาให้ถึงหนังศีรษะได้ยากเพราะติดเส้นผม

      ข้อดีของยาทาสตีรอยด์ คือ ทำให้ผื่นยุบได้เร็ว ใช้ง่าย หาซื้อได้ทั่วๆ ไป

      ข้อด้อยของยาทาสตีรอยด์ เมื่อใช้ทานานๆจะเกิดภาวะดื้อยา เมื่อผื่นยุบลง ถ้าหยุดยาทันทีผื่นมักกลับเป็นใหม่ได้เร็วและรุนแรงขึ้น อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย การใช้ยาทาสตีรอยด์ที่มี ฤทธิ์แรงเป็นเวลานานๆ ยาจะถูกดูดซึมได้มาก และกดการทำงานของ ต่อมหมวกไต มีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเหมือนกับการรับประทานยาสตีรอยด์ โดยเฉพาะใน ผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบเป็นพื้นที่กว้าง หรือมีผื่นในบริเวณข้อพับ หน้าและบริเวณ อวัยวะเพศ
 ยาสตีรอยด์ชนิดรับประทานและฉีดเป็นข้อห้ามใช้ในโรคสะเก็ดเงิน เพราะจะทำให้โรครุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองหรือ โรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดงทั่วตัว ยาสตีรอยด์ชนิดรับประทานจะทำให้ผื่นดีขึ้น ในระยะแรกที่เริ่มรับประทานเท่านั้น เมื่อรับประทานไปนานๆหรือหยุดยาเมื่อผื่นดีขึ้น โรคสะเก็ดเงินจะกำเริบกลับขึ้นมา ใหม่และมักจะรุนแรงมาก กว่าเดิม ผู้ป่วยและญาติจึงควรระมัดระวังไม่ไปซื้อยารับประทานเองเพราะยาแก้แพ้ชนิด รับประทานที่ร้าน ขายยาจัดให้หรือแม้แต่ยาหม้อ ยาลูกกลอนยาจีน ยาสมุนไพรต่างๆ ก็อาจมียาสตีรอยด์ ผสมอยู่


 2.ยาทากลุ่มน้ำมันดิน (Crude coal tar or wood tars) เป็นสารเคมีพวก Hydrocarbon ที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน หรือต้นไม้ที่ตายทับถมกันมานาน สารเคมีเหล่านี้มีฤทธิ์ ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินหายได้ กลไกการออกฤทธิ์ของยานี้ยังไม่ทราบแน่ ปัจจุบันน้ำมันดินที่ใช้ใน การรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลายรูปแบบและมีข้อบ่งชี้ในการ ใช้ยาดังนี้
      แชมพูผสมน้ำมันดิน (Tar shampoo) บางครั้งมีการผสม Salicylic acidใน แชมพู ที่มีน้ำมันดิน เพื่อช่วยลอกสะเก็ดหนาบนศีรษะ น้ำมันดินที่ผสมอยู่ในแชมพู ใช้ในการรักษา โรคสะเก็ดเงิน ของหนังศีรษะและโรคขี้รังแคทั่วๆไปได้ด้วยน้ำมันดินผสมอยู่ใน Petrolatum ในความ ข้มข้นร้อยละ 2-5 ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินที่หนาได้ผลดี โดยเฉพาะผื่นหนาที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า

      ข้อดีของยากลุ่มน้ำมันดิน คือเมื่อยาออกฤทธิ์ทำให้ผื่น หรือ ปื้น ผิวหนังอักเสบ สงบลง เมื่อผื่นผิวหนัง อักเสบสงบลงมักสงบไปได้ยาวนาน การกลับเป็นซ้ำใหม่เกิดได้แต่ช้ากว่า เมื่อใช้ยาทาสตีรอยด์

      ข้อด้อยของยากลุ่มน้ำมันดิน ยานี้ไม่มีบริษัทผลิตสำเร็จรูปขายในห้อง ตลาดเมืองไทย จะหาซื้อยานี้ได้จากโรงพยาบาลใหญ่ๆทั่วไป ยกเว้น แชมพูผสมน้ำมันดินที่มีผู้ผลิตออกขาย ในท้องตลาดหลายบริษัท ครีมที่ผสมน้ำมันดิน มีสีและกลิ่นไม่น่าใช้ ผู้ป่วยบางรายทน กลิ่นยาไม่ได้ ข้อด้อย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ยาออกฤทธิ์ช้าไม่ทันใจผู้ป่วยและญาติ ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาทา กลุ่มนี้จึงต้องให้เวลา นานเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะเห็นผลของยา ตำแหน่งที่ไม่ควรใช้ยากลุ่มน้ำมันดินคือ บริเวณหน้า และอวัยวะเพศ เพราะผิวหนัง บริเวณนี้บาง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย


   3.ยากลุ่มแอนทราลินหรือดิทรานอล (Anthralin or Dithranol)
      กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจน ยามีฤทธิ์กดการสร้าง  mitochondrial DNA ลดการหมุนเวียนของเซลล์ จึงมีฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ยัง มีฤทธิ์กดการอักเสบโดยห้ามการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว(Neutrophil,Monocyte) ยานี้จึงใช้ได้ผล ดีในผื่นของโรคสะเก็ดเงิน ยาแอนทราลิน มีใช้กันอยู่ในรูปขี้ผึ้ง ครีมหรือ zinc paste ความ เข้มข้นร้อยละ 0.05-4 เนื่องจากยานี้ระคายผิวหนังมาก ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ที่บริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ การทายาต้องระมัดระวัง ไม่ให้ถูกผิวหนังปกติ

ข้อควรระวังในการใช้ยาทาแอนทราลิน
      ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินที่แดงและมีน้ำเหลืองเพราะยามีฤทธิ์ระคายเคือง อาจทำให้โรคกำเริบกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองกระจายทั่วตัว
ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ขาหนีบ อวัยวะเพศ เพราะ เกิดการระคายเคืองได้ง่าย


 4. Salicylic acid เป็นกรดผสมอยู่ในครีมหรือขี้ผึ้งมีฤทธิ์ช่วยลอกสะเก็ด ขุย บนผื่น สะเก็ดเงิน ความเข้มข้นที่มีใช้อยู่ในรูปครีมSalicylic 2-5%หรือขี้ผึ้ง 5-10% ใช้ทาผื่นสะเก็ดเงินที่หนาๆ จะช่วยลดขุยและลอกสะเก็ดบนผื่นของโรคสะเก็ดเงินช่วยให้ยาทาชนิดอื่นซึมผ่านเข้า ผิวหนังได้ดี ยานี้เหมาะ ที่จะใช้ในบริเวณศีรษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ที่ผื่นหนามาก ไม่ควรใช้บริเวณข้อพับ และในเด็ก เพราะกรด Salicylic อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจนเกิดพิษ


ยารับประทาน ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน

1. เมโธเทร๊กเซท (Methotrexate)

2. กรดวิตามินเอ ได้แก่ Etretinate, Acitretin

3. ไซโคสปอริน (Cyclosporin)


ยารับประทาน Methotrexate (MTX)
      เป็นยาต้านการเมตาบอไลต์ของเซลล์ ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ Dihydrofolate reductase ที่ใช้ในการสร้าง DNA ของเซลล์เมื่อยาเข้า สู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ผิวหนัง แบ่งตัวช้าลง ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินยุบลง ยายังกดการทำงานของเซลล์อื่นๆ ในร่างกาย ที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ไขกระดูก ยามีทั้งรูปรับประทานและฉีด เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะกระจาย ไปที่เซลล์ตับ และไต จึงมีผลต่อเซลล์ตับและไต


ผลข้างเคียงของยา MTX

1. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการคลื่นไส้ ไม่สบายในช่องปาก

2. ผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ ไขกระดูกไม่ทำงาน ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และ/หรือเกร็ดเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อง่าย อาจถึงเสียชีวิต ผลข้างเคียงทางด้าน โลหิตวิทยา พบบ่อย ในสัปดาห์แรก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

3. ตับอักเสบจากยาหรือตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อ้วน เป็นเบาหวานหรือผู้ป่วย ที่ดื่มเหล้า
ผลการรักษาด้วยยา MTX ผื่นผิวหนังอักเสบในโรคสะเก็ดเงินตอบสนองต่อยา MTX ไม่เหมือนกัน ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดปื้นหนาที่ดื้อต่อยาทา เมื่อให้ยารับประทาน MTX ร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยผื่นยุบลง ร้อยละ 50 จึงอาจต้องใช้ยาทากลุ่มสตีรอยด์ น้ำมันดินหรือ Calcipotriol ร่วมด้วยเพื่อ ควบคุมอาการทางผิวหนังได้ดีขึ้น MTX สามารถควบคุมโรคสะเก็ดเงิน ชนิดตุ่มหนอง ทั่วตัวได้ถึงร้อยละ 79 ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ที่มีอาการปวดข้อ ยาMTX ควบคุมอาการของโรคได้ประมาณ 1/3 - 1/2 ของผู้ป่วย เมื่อควบคุมอาการของโรคได้แล้วผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาต่อไปอีกระยะหนึ่ง แพทย์ผู้ดูแลจะลด ขนาดยาลงให้เหลือน้อยที่สุดที่ยังสามารถควบคุม อาการของโรคได้ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยง ผลอันไม่พึงประสงค์ จากการใช้ยา


ยารับประทานกลุ่ม เรตินอยด์ (Retinoids)
ยากลุ่มเรตินอยด์ คืออะไร?
      วิตามิน เอ เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุ ร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก จึงมีผู้นำวิตามิน เอ มารักษาโรคสะเก็ดเงิน พบว่าไม่ได้ผล ต่อมามี การค้นพบกรดของวิตามิน เอ (Retinoids) พบว่ามีฤทธิ์ในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบ ของโรคสะเก็ดเงิน ได้ดี ปัจจุบันสารกลุ่มนี้เรียกว่า Retinoids ซึ่งรวมถึงวิตามิน เอ ด้วย ยารับประทานกลุ่ม Retinoids ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมี 3 ชนิด คือ Etretinate, Acitretin และ Isotretinoin ในประเทศไทย ปัจจุบันนิยมใช้ Acitretin แทน Etretinate เพราะยา Acitretin มีช่วงครึ่งชีวิตสั้นกว่า Etretinate มาก ทำให้หลีกเลี่ยงผลเสีย ที่จะเกิดกับเด็กในครรภ์ กรณีที่ผู้ป่วยตั้งครรภ์หลังจากหยุดยา

  ผลข้างเคียงของยาที่พบเสมอคือริมฝีปากแห้ง แตก ผิวแห้ง คัน ผมร่วงทั่วศีรษะ ผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในพบได้น้อย เช่น ตับอักเสบ กระดูกพรุน การเปลี่ยน แปลงของระดับ Triglyceride, Cholesterol ในเลือด
ในสตรีที่รับประทานยา Acitretin ต้องคุมกำเนิดในระหว่างที่รับประทานยาและ ต้องคุมกำเนิดต่อเนื่องไปอีกนาน 2 ปี หลังหยุดยาเพราะยานี้สะสมอยู่ที่ไขมันในร่างกาย สามารถทำให้เด็ก ในครรภ์พิการได้


ยา Cyclosporin ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
      มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงว่าผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความ ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในส่วนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes จึงได้มี การศึกษาทดลอง ใช้ยากดระบบภูมิคุ้มกันมารักษาโรคสะเก็ดเงินและพบว่า Cyclosporin ซึ่งเป็นยากด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ได้จากเชื้อรา ทำให้โรคสะเก็ดเงินดีขึ้นได้ ยา Cyclosporin ออกฤทธิ์กดการทำงานของ T lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง และกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวเพิ่มจำนวน ยานี้จึงทำ ให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบและหนาตัวในโรคสะเก็ดเงินดีขึ้น

ขนาดที่ใช้
      ขนาดของยา Cyclosorin A เริ่มที่ 3 มก./ กก./ วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ถ้า ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ให้พิจารณาเพิ่มขนาดยาทุก 2 สัปดาห์จนถึงขนาด 5 มก./ กก. / วัน เป้าหมายในการใช้ยาไม่ได้อยู่ที่ผื่นหายหมด เมื่อสามารถคุมอาการผื่นได้เป็นส่วนใหญ ่ก็ให้ยาต่อไปใน ขนาดควบคุม 3 มก. / กก. / วัน ไม่ควรใช้ยา Cyclosporin นานกว่า 1 ปี เพราะผลข้างเคียง ของยาสัมพันธ์ กับขนาด และระยะเวลาที่ใช้ยา โดยเฉพาะพิษต่อไต ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง
ข้อห้ามในการใช้ยา Cyclosporin ได้แก่
      ผู้ป่วยที่มีไตพิการ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ประวัติเป็นโรคมะเร็ง มาก่อน หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ป่วยที่กำลังมีการติดเชื้อโรคอยู่ ผู้มีความบกพร่องของ ระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา Cyclosporin มาก่อน










HI-LIGHT
1 เอนไซม์ กับการบำบัดโรค

1ประวัติดร.รสสุคนธ์

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1น้ำหมักชีวภาพ (ENZYME)

1น้ำผักปั่น สโตล์ ดร.รสสุคนธ์

1นาฬิกาชีวิต
1การรักษาอาการต่าง ๆ ด้วยสารอาหาร
1สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ
1บทปฏิบัติ 10 ประการ
1สมาธิสยบโรค
1รักษาโรคตามพระไตรปิฎก
1บทความ (ชมรมบ้านสุขภาพ)
1สารพันกับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1
 
วิถึสุขภาพกับแพทย์ทางเลือก

1บทปฏิบัติ 10 ประการ

1ความสัมพันธ์ระบบต่าง ๆ กับวินัยชีวิต 10 ประการ

1ฮอร์โมนมีความสำคัญอย่างไร

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1บทความ(ชมรมบ้านสุขภาพ)
1หลากหลายสารพัน กับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1โรคและการบำบัดโรค...
ด้วยตนเอง

1ยา 9 เม็ดของหมอเขียว

1ยา และผลที่จะได้รับ
 

Downlod E-book ฟรี

 

 
copyright @ Healthybyself
Tel. 02-116-5598 , 096-1936-936 , 063-282-6369
www.healthybyself.net
, e-mail : healthybyself@hotmail.com