เอนไซม์กับการบำบัด
1เอนไซม์เพื่อความงาม

1เอนไซม์สำหรับดูแลที่พักอาศัย

1เอนไซม์สำหรับสุขภาพ

1เอนไซม์สำหรับสัตว์เลี้ยง

1เอนไซม์สำหรับการเกษตร

1เอนไซม์สำหรับดูแลเครื่องยนต์
1รายการสื่อหนังสือต่าง ๆ
1รายการสินค้าสุขภาพจากเครือข่าย
 




1
1เอนไซม์ คืออะไร

1สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับเอนไซม์

1ขาดเอนไซม์ บ่อเกิดแห่งโรคร้าย

1ประโยชน์ของเอนไซม์

1วิตามินจากผลไม้แต่ละชนิด

1วิธีการหมักเอนไซม์
1อายุกับการหมักเอนไซม์
1การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
1เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
1น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร
1เอนไซม์น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง






1


 

...แพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา โดยไม่ได้ต้องรอให้ป่วย แต่เป็นการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย โดยการพึ่งพาตนเอง ..

go to home
go to go to go to go to web board go to about us
go to food go to heab go to dramma go to handmade go to

 
 


หลักสรรพคุณสมุนไพรไทย

สมุนไพรชนิดใด มีสรรพคุณอย่างไร เราจำเป็นจะต้องรู้รสของสมุนไพร เนื่องจากการจำแนกสรรพคุณของสมุนไพร จะจำแนกตามรสของ สมุนไพร ซึ่งสามารถจำแนกรสของสมุนไพรออกเป็น 9 รส คือ

1.รสฝาด ใช้สมานแผล แก้บิด คุมธาตุ แก้ท้องเสีย
2.รสหวาน ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ
3.รสเมาเบื่อ แก้พิษ แก้พยาธิ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคผิวหนัง
4.รสขม แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไข้ เจ็บคอ
5.รสเผ็ดร้อน แก้ลม บำรุงธาตุ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร
6.รสมัน บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงไขข้อ แก้ปวดเข่า ปวดตามข้อ
7.รสหอมเย็น ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้ไข แก้ร้อนใจกระหายน้ำ
8.รสเค็ม รักษาโรคผิวหนัง ลมพิษ
9.รสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้ระบาย แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น

.

วิธีเตรียมยาสมุนไพร (การเก็บพืชสมุนไพรเพื่อใช้เป็นยา)

เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เนื่องจากถ้าเก็บไม่ถูกต้องจะทำให้ฤทธิ์ของยา จากสมุนไพรหายไปได้ ซึ่งการเก็บนั้นจะต้องคำนึงถึงฤดูกาลด้วย สมุนไพรแต่ละชนิดฤดูการเก็บก็จะแตกต่างกัน

หลักทั่วไปในการเก็บยาสมุนไพร

  1. ประเภทหัวหรือราก เก็บในช่วงที่พืชหยุดการเจริญเติบโต ใบและดอกร่วงหมด หรือช่วงต้นฤดูหนาว ถึงปลายฤดูร้อน ช่วงนี้รากและหัวมีการสะสมปริมาณ ของตัวยาไว้ ค่อนข้างสูง
  2. ประเภทใบหรือทั้งต้น ควรเก็บในช่วงที่พืชเจริญเติบโตมากที่สุด เช่น เก็บใบที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป เก็บในช่วงดอกตูมและเริ่มบาน หรือช่วงที่ดอกบานเต็มที่ วิธีการเก็บควรใช้วิธีเด็ด
  3. ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เปลือกต้นโดยมากจะเก็บระหว่างช่วงฤดูร้อน ต่อฤดูผน ปริมาณยาในพืชจะสูง และลอกออกง่าย การลิกเปลือกต้นควรลอกจาก กิ่ง หรือแขนงย่อย อย่าลอกออกจากต้นใหญ่เพราะจะทำให้กระทบต่อการ ลำเลียงน้ำ และอาหารของพืชได้ ส่วนการลอกเปลือกรากควรกระทำในช่วง ฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุด
  4. ประเภทดอก โดยทั่วไปเก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางชนิดเก็บในช่วงดอกตูม
  5. ประเภทผลและเมล็ด พืชสวนสมุนไพรบางอย่างจะเก็บในช่วงที่ผลยังอ่อน บางชนิดเก็บในช่วงผลแก่ แพทย์ไทยแผนโบราณยังมีการเก็บยากันตามฤดูกาล กำหนดวัด เวลา และทิศทางอีกด้วย

.

วิธีการแปรสภาพ และการเก็บรักษา

ยาสมุนไพรโดยทั่วไปมีทั้งการใช้สดและการใช้แห้ง การใช้สดมีข้อดีตรง สะดวก ใช้ง่าย แต่ฤทธิ์ยาไม่คงที่ การใช้แห้งคุณภาพของยาคงที่ การ แปรสภาพของยาสมุนไพร จะต้องผ่านการคัดเลือก การล้าง การตัดเป็น ชิ้นที่เหมาะสม แล้วจึงใช้ความร้อนทำให้แห้ง เพื่อสะดวกในการเก็บ รักษา ในแต่ละท้องถิ่นมีวิธีการแตกต่างกัน ซึ่งวิธีที่เหมาะสม ได้แก่

  1. รากและส่วนที่อยู่ใต้ดิน ควรล้างและเอารากฝอยออกให้หมด ถ้าเนื้อแข็ง ควรหั่นเป็นชิ้นที่เหมาะสม แล้วจึงผ่านความร้อนแบบต้ม นึ่ง แล้วจึงตาก ให้แห้งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม
  2. เปลือก หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดี แล้วจึงตากให้แห้ง
  3. ใบและลำต้น พืชบางอย่างที่มีน้ำมันหอมระเหย ควรผึ่งไว้ในที่ร่ม ไม่ควร ตากแดด โดยทั่วไปเก็บใบ หรือลำต้นล้างให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้ แห้งสนิท เก็บไว้ให้มิดชิด ระวังอย่าให้ขึ้นรา
  4. ดอก ควรตากหรืออบให้แห้ง แต่ควรรักษารูปดอกเอาไว้ให้สมบูรณ์
  5. ผล โดยทั่วไปตากแดดให้แห้ง มีเพียงบางชนิดที่หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ก่อนตาก หรืออบด้วยความร้อนก่อน
  6. เมล็ด เก็บผลมาตากให้แห้ง แล้วจึงค่อยเอาเมล็ดออกมา บางชนิดก้เก็บผลแห้ง เลยก็มี

การแปรสภาพโดยการทำให้แห้ง ไม่ว่าจะเป็นวิธีตากแห้งโดยการใช้แดด อบให้แห้งในที่ร่ม ควรใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ อยู่ในช่วงระหว่าง 50-60 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้สารบางอย่างที่มีประโยชน์ไม่สูญหายไป

การเก็บรักษาสมุนไพร

การเก็บรักษาสมุนไพรไว้ได้นาน ไม่ให้ขึ้นรา มีหนอน สีและ กลิ่นเปลี่ยน ไป คุณภาพของยาสมุนไพรจะคงอยู่ตลอดไป และเน้นในการเก็บรักษา จึงควรคำนึงถึงข้อต่อไปนี้

  1. ยาที่ต้องเก็บรักษาไว้ต้องทำให้แห้ง
  2. สถานที่เก็บรักษาจะต้องแห้ง เย็น การถ่ายเทของอากาศดี
  3. ควรเก็บแบ่งให้เป็นสัดส่วน ยาที่มีพิษ ยาที่มีกลิ่นหอม ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด ป้องกันการสับสนปนกัน
  4. ใส่ใจในการป้องกันไฟ หนอน หนูและแมลงต่าง ๆ

.

วิธีการใช้ยาสมุนไพร (การปรุงยา)

วิธีการใช้ยาสมุนไพร เป็นการหารูปแบบที่เหมาะสม ซึงเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ ในการรักษาโรค ใช้ได้สะดวก มีรสและกลิ่นชวนรับประทาน กรรมวิธีปรุงยาที่ใช้บ่อย มี 5 วิธี คือ

  1. กางชง ควรเป็น ใบ กิ่ง ผล หรือเมล็ดที่มีการหั่น เป็นชิ้นบาง ๆ หรือบดเป็นผง หยาบ ผึ่งแดดให้แห้ง วิธีการชงใช้ยา 1 ส่วน น้ำเดือด 1 ส่วน ชงในถ้วยกระเบื้อง ปิดฝาไว้ 5-10 นาที ยงชงเป็นยาออกฤทธิ์ไม่รุนแรง เป็นที่นิยมทั่วไป ดื่มได้ ตลอดเวลา
  2. ยาต้ม โดยใช้ส่วนของใบ เมล็ด ลำต้น ดอก ทั้งที่เป็นสมุนไพรแห้งหรือบด แต่ต้องหั่นให้ได้ชิ้นที่พอดี สมุนไพรแห้งควรแช่น้ำก่อนต้ม สมุนไพรสดต้มได้ ทันที ภาชนะที่ต้มควรเป็นหม้อดิน หรือกระเบื้อง ใส่น้ำท่วมสมุนไพรพอดี โดยต้มแบบ 3 ส่วน เอา 1 ส่วน คือต้อมน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือน้ำ 1 ส่วน ส่วนของสมุนไพรที่เป็นใบ ดอกหรือกิ่งเล็ก ๆ ใช้เวลาต้ม 3-4 นาที ถ้าเป็นราก หรือแก่นของลำต้นใช้เวลา 10 นาที
  3. ยาดอง สมุนไพรที่ใช้ดองเหล้า ควรตากให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียดหรือหั่นเป็น ชิ้นบาง ๆ ห่อด้วยผ้าขาวบางเทเหล้าขาวให้ท่วมพอดี ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ภาชนะที่ใช้ควรเป็นโถกระเบื้อง หรือขวดโหลแก้วที่ปิดฝาสนิท
  4. ยาผง คือสมุนไพรที่บดละเอียด เช่น ยาหอม ยาเขียว เวลาใช้รับประทานท ควรนำมา ผสมน้ำต้มสุก
  5. ยาลูกกลอน นำสุมนไพรที่ากจนแห้งสนิท มาบดเป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไป ผสมกับน้ำผึ้ง คือ 1-2 ส่วน ต่อน้ำผึ้ง 1 ส่วน เคล้าผงยาให้เข้ากัน จากนั้นจึง ปั้นให้ได้ขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย นำไปอบให้แห้ง หรือนำไปตากแดด 1-2 วัน บรรจุในภาชนิที่มิดชิด และสะอาด

ข้อควรรู้ในการใช้สมุนไพร

  • ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อน ควรเริ่มกินในปริมาณที่เล็กน้อยก่อน เช่นกินในปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่กำหนดให้ เพื่อรอดูว่าเรามีอาการผิด ปรกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ค่อยกินต่อไป
  • ไม่ควรใช้ยาที่เข้มข้นเกินไป เพราะยาที่เข้มข้นเกินไป จะทำให้เกิดพิษได้ เช่น ยาที่ใช้ต้มกินแบบธรรมดา ก็ไม่ควรต้มแบบเคี่ยว ซึ่งจะทำให้ยาต้มที่ได้เข้มข้น เกินไป
  • ไม่ควรกินยาชนิดเดียวกันเป็นเวลานาน โดยไม่จำเป็น ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ควร กินยาอะไร ก็ตามติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 1 เดือน เพราะจะทำให้ร่างกาย เกิดพิษสะสมได้
  • ควรศึกษายาที่ใช้ให้ละเอียด ทั้งในด้านสรรพคุณของยา และโทษหรือพิษของยา ก่อนใช้ เพราะไม่มียาใดที่ไม่มีพิษหรือผลข้างเคียง
  • ควรรู้ข้อห้ามใช้ของยาที่ใช้ เพราะยาบางชนิดมีข้อห้ามใช้กับคนบางคน เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยามากขึ้น
  • คนที่อ่อนเพรียมาก ๆ เด็ก และคนชรา ห้ามใช้ยาในปริาณมาก เพราะคนเหล่านี้มีกำลังต้านทานยาน้อย จะทำให้เกิดพิษได้ง่าย

.

บางสิ่งของสมุนไพรกับการรักษาในแนวธรรมชาติบำบัด









HI-LIGHT
1 เอนไซม์ กับการบำบัดโรค

1ประวัติดร.รสสุคนธ์

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1น้ำหมักชีวภาพ (ENZYME)

1น้ำผักปั่น สโตล์ ดร.รสสุคนธ์

1นาฬิกาชีวิต
1การรักษาอาการต่าง ๆ ด้วยสารอาหาร
1สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ
1บทปฏิบัติ 10 ประการ
1สมาธิสยบโรค
1รักษาโรคตามพระไตรปิฎก
1บทความ (ชมรมบ้านสุขภาพ)
1สารพันกับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1
 
วิถึสุขภาพกับแพทย์ทางเลือก

1บทปฏิบัติ 10 ประการ

1ความสัมพันธ์ระบบต่าง ๆ กับวินัยชีวิต 10 ประการ

1ฮอร์โมนมีความสำคัญอย่างไร

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1บทความ(ชมรมบ้านสุขภาพ)
1หลากหลายสารพัน กับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1โรคและการบำบัดโรค...
ด้วยตนเอง

1ยา 9 เม็ดของหมอเขียว

1ยา และผลที่จะได้รับ
 

Downlod E-book ฟรี

 

 
copyright @ Healthybyself
Tel. 02-116-5598 , 096-1936-936 , 063-282-6369
www.healthybyself.net
, e-mail : healthybyself@hotmail.com