เอนไซม์กับการบำบัด
1เอนไซม์เพื่อความงาม

1เอนไซม์สำหรับดูแลที่พักอาศัย

1เอนไซม์สำหรับสุขภาพ

1เอนไซม์สำหรับสัตว์เลี้ยง

1เอนไซม์สำหรับการเกษตร

1เอนไซม์สำหรับดูแลเครื่องยนต์
1รายการสื่อหนังสือต่าง ๆ
1รายการสินค้าสุขภาพจากเครือข่าย
 




1
1เอนไซม์ คืออะไร

1สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับเอนไซม์

1ขาดเอนไซม์ บ่อเกิดแห่งโรคร้าย

1ประโยชน์ของเอนไซม์

1วิตามินจากผลไม้แต่ละชนิด

1วิธีการหมักเอนไซม์
1อายุกับการหมักเอนไซม์
1การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
1เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
1น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร
1เอนไซม์น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง






1


 

...แพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา โดยไม่ได้ต้องรอให้ป่วย แต่เป็นการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย โดยการพึ่งพาตนเอง ..

go to home
go to go to go to go to web board go to about us
go to food go to heab go to dramma go to handmade go to

 
 

การประยุกต์ใช้สมุนไพรในการป้องกันและกำจัดแมลง
The Application of Herbs to repellent and insectiside

ปัญหาการควบคุมแมลง เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกสถานที่ ของทุกประเทศ  และยิ่งมีการใช้  สารเคมีมากขึ้นเท่าใด ก็พบว่ายิ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงเกิดขึ้นกับสัตว์ และมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ผลของสารเคมียังทำให้สภาพแวดล้อมเสียหายไปด้วย

สมุนไพรที่ใช้ฆ่าและไล่แมลง
แมลงจัดเป็นสัตว์ที่มีมากที่สุดในบรรดาสัตว์ที่มีในโลกนี้  แมลงมีทั้งที่มีประโยชน์ และมีโทษต่อมนุษย์แต่ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์มักจะมองไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของแมลง จึงมีการกำจัดแมลงเสียเป็นส่วนใหญ่ มนุษย์รู้จักการใช้สารเคมีต่างๆเพื่อไล่หรือกำจัดแมลง มานานกว่า 100 ปี มาแล้ว ก่อนที่จะคิดค้นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูงและอันตรายสูง อย่างในปัจจุบันนี้

สมุนไพรขับไล่แมลง
สำหรับสารที่ไล่แมลง (Insect repellants) เป็นสารที่ไล่แมลงเข้ามาไกล้  สัตว์  คน  หรือพืช  สารเหล่านี้มีรส และ กลิ่นที่แมลงไม่ชอบ

-ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus rendle)

ลักษณะต้นคล้ายตะไคร้ (Lemon grass) แต่มีใบขนาดกว้างและยาวกว่ามาก สารที่ได้จะเป็นน้ำมันหอมระเหยพวก Geraniol ประมาณ 55-92%  พวกนั้นเป็น Citronellal citronellol และ borneol  สารที่ได้พวกนี้เรานำมาใช้ในการไล่แมลง และไล่ยุงได้ดี

น้ำมันตะไคร้หอมกันยุง

-กะเพรา (Sacred basil)

กะเพราเป็นพืชล้มลุกมีลักษณะเป็นพุ่มลำต้นเป็นสีเหลี่ยม     แตกกิ่งก้านสาขา ออกมากมาย เป็นรูปไข่ ขอบใบหยักเป็นซี่ฟัน ตามลำดับกิ่งก้าน และใบ มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ออกดอก เป็น ช่อที่ยอดหรือปลายกิ่งดอกมีสีม่วง เมล็ดมีสีดำ

สารที่พบในใบกระเพรา คือ น้ำมันหอมระเหยสีเหลืองซึ่งจะมีกลิ่นหอมฉุนคล้ายกลิ่น น้ำมันของ น้ำมัน กานพลู ส่วนในเมล็ด มีน้ำมันระเหยยากสีเหลืองอมเขียว  ประกอบด้วย ด้วยกรดไขมันปาล์มมิติค (Palmitic) ฯลฯ  คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับ อายุ สภาพภูมิประเทศ และ สภาพภูมิอากาศ

ซึ่งพบว่าน้ำมันหอมระเหยในใบสามารถที่จะใช้ไล่ยุง และถ้ามีปริมาณมากพอก็สามารถฆ่ายุงได้  วิธีการง่าย ๆ สำหรับชาวบ้านก็เพียงแต่นำใบสดมาขยี้ ให้พอมีกลิ่น ยุงก็จะไม่เข้าใกล้แล้ว

ยูคาลิปตัส (Eucalyptus citriodora hook)

            เป็นไม้ยืนต้น เติบโตได้เร็ว มีใบยาวสีเขียว มีดอกเป็นช่อ พันธุ์ที่มีในประเทศไทย เมื่อกลั่นใบแล้วจะให้น้ำมันยูคาลิปตัสน้อย ดังนั้นจึงมักจะใช้พันธุ์ที่นำเข้าเพื่อกลั่น น้ำมันยูคาลิปตัสมีฤทธิ์ช่วยไล่แมลงโดยเฉพาะยุงได้ดี  วิธีใช้แบบง่าย ๆ เพียงแต่ใช้ใบสด 1 กำมือ ขยี้กลิ่นน้ำมันจะออกมาช่วยไล่แมลงได้

สารที่ใช้ฆ่าแมลง ( insecticides ) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.       สารที่ฆ่าแมลงหลังจากแมลงกินเข้าไป (stomachpoisons)
2.       สารที่ฆ่าแมลงโดยการสัมผัสกับตัวแมลง (contact poisons)
3.       สารที่ฆ่าแมลงโดยแมลงสูดดมเข้าไป (fumigants)

             มีสารหลายชนิดมีฤทธิ์ไม่แน่นอนว่าจะจัดอยู่ในพวกใด  หรือบางชนิดอาจฆ่าแมลงโดอออกฤทธิ์มากกว่า 1 อย่าง 

-    สารที่ฆ่าแมลงหลังจากแมลงกินเข้าไป ส่วนใหญ่จะเป็นแมลงที่กัดแทะ  สุมนไพรพวกนี้ เช่น โลติ๊น
-    สารที่ฆ่าแมลงโดยการสัมผัสกับแมลง  แมลงพวกนี้ตายเราะสารฆ่าแมลงซึมผ่านผิว หรือผ่าน connective tissue หรือผ่านหลอดลมเข้าไป  เช่น ไพรีทริน โลติ๊น นิโครติน

            สารฆ่าแมลงโดยแมลงสูดดมเข้าไป  เป็นสารที่สามารถระเหยอยู่ในรูปของก๊าซ ได้โดยเฉพาะที่อุณหภูมิธรรมดา  และถ้ามีความเข้มข้นและปริมาณ ที่สูงมากพอก็จะทำ ให้แมลงตายได้  เช่น  นิโครติน




หนอนตายหยาก (Stemona tuberosa lour)

             เป็นพืชจำพวกไม้เลื้อย ที่มีรากใต้ดินจำนวนมาก มีรูปลักษณะคล้ายกระสวย หรือทรงกระบอกอยู่กันเป็นพวงอาจยาวถึง 10-30 ซ.ม ใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบตรงกันข้าม  ก้านใบยาว ฐานใบมน ปลายใบเรียว แหลม คล้ายใบพลู  เส้นใบมีหลายเส้นออกในแนวขนานกับขอบใบ พืชพวกนี้พอถึงฤดูแล้ว จะเหลือแต่เหง้าและรากไว้ใต้ดิน  แต่เมื่อเริ่มฤดูฝนใหม่ใบจะงอกออกมาอีกพร้อมทั้งออกดอกด้วย ดอกจะออกเป็นช่อประกอบด้วยดอกย่อย ๆ  สีขาวหรือสีม่วงอ่อนจำนวนมาก  ผลค่อนข้างแข็งสีน้ำตาลขนาดเล็ก หนอนตายหยากมีหลายspecies แต่ชื่อไทยเหมือนกันหมด

              ส่วนที่ใช้จะเป็นราก ซึ่งประกอบด้วยสารอัลคาลอยด์ stemonine, tuberostemonine, stemonidine และ isostemonidine

              ที่จังหวัดจันทบุรี จะใช้รากตำให้ละเอียดแลัวแช่น้ำมันมะพร้าว  ฉีดเป็นยาฆ่าแมลงที่มารบกวนต้นพริกไทย ในจังหวัดพัทลุงใช้รากลงโขลก ผสมน้ำ ทาตามแผลสัตว์ป้องกันแมลงมาตอมหรือวางไข่ สำหรับกองเภสัชกรรมได้ใช้รากสด ๆ ทดลองกับตัวไรน้ำ และลูกน้ำ พบว่าทำให้เกิดอาการอ่อนเปลี้ยและตายได้

               เทพ เชียงทอง และวิจิตร ภัคเกษม ได้ทำการวิจัยสารประกอบที่มีในรากหนอนตายหยากชนิด stemona collinsae ได้สารประกอบ 3 ชนิด และทดสอบพิษของหนอนตายหยากที่มีต่อหนอนแมลงวันบ้าน โดยผสมสารละลายหนอนตายหยากกับอาหารเลี้ยงหนอนแมลงวัน ปรากฏว่าสามารถทำให้หนอนแมลงวันตายได้ สำหรับส่วนที่ไม่ตาย ก็อาจเป็นดักแด้ได้ แต่จะมีลักษณะผิดปกติ และไม่สามารถเจริญต่อเป็นตัวเต็มวัยได้

 

โลติ้น (หางไหล ,อวดน้ำ Derris elliptica bentham)

                  หางไหลเป็นไม้เลื้อยชนิดเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อมีขนาดเล็ก สีแดงอ่อน

                  ในสมัยโบราณนิยมใช้โลติ้น เป็นยาเบื่อปลา ต่อมาพบว่า ถ้าใช้รากโล่ติ้นทุบแช่น้ำแล้วนำไปพ่น หรือทำเป็นฝุ่น ผสมทาลคั้ม (Talcum) สามารถฆ่าแมลง เห็บ หมัด ในสุนัขและแมวได้ แต่ไม่ควรใช้ร่วมกับสารที่เป็นด่าง เช่น ปูนขาว จะทำให้สารภายในโลติ้นเสื่อมลง

                   สารสำคัญที่อยู่ในโลติ้นที่ใช้เบื่อปลาและฆ่าแมลง คือ โรติโนน (Rotenone) และดีกิวลิน (Deguelin)ซื่งมีฤทธิ์ฆ่าแมลงมากที่สุดภายในรากของโลติ้น และควรใช้รากที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขื้นไป ฤทธิ์ของโลติ้นจะไปมีผลต่อกระบวนการหายใจ โดยจะขัดขวางการส่งผ่านของอิเลคตรอนในไมโตคอนเดรีย ซื่งผลอันนี้ จะเกิดเฉพาะกับแมลงและปลา แต่จะไม่เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่น ยกเว้นหมู

                   โลติ้นไม่เป็นพิษต่อพืชและสัตว์เลือดอุ่น จึงปลอดภัยในการใช้เป็นสารฆ่าแมลง แต่ถ้ากินโรติโนนเข้าไปพร้อมน้ำมัน สารจะถูกดูดซึมทำให้มีพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นและคนได้ อย่างไรก็ตามถ้าสารนี้ถูกแสงและอากาศก็จะหมดฤทธิ์ไปอย่างรวดเร็ว    




       

ไพรีทรินส์ ( Pyrethrins ,  Chrysanthemum  cineriaefolicem  Bocc. )

                ลักษณะเป็นไม้ล้มลุกสูงประมาณ 1 เมตร ขอบใบลึกเป็นรูปขนนก  ดอกคล้ายเบญจมาศ มีสีเหลืองหรือสีครีม  เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซ.ม.

                สารที่ออกฤทธิ์จะอยู่ในดอก  ซึ่งที่ดอกจะให้ปริมาณสารมากที่สุด  จะอยู่ในช่วงที่ดอกบานได้ 2 ใน 3 หรือ ระยะใน 3 สัปดาห์   แล้วนำไปทำให้แห้ง  ประกอบด้วย ไพรีทริน  I    ไพรีทริน II   ไซเนอริน I   ไซเนอริน II  พบมากที่สุดในผลของดอก  สารเหล่านี้จะมีฤทธิ์น้อยลงเมื่อถูกความร้อน  แสงและอากาศ  เพราะไพรีทรินจะถูกเปลี่ยนเป็น ไอโซไรรีทริน ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น

                เวลาใช้จะต้องทำให้ละเอียด สามารถฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี  ออกฤทธิ์กับ แมลงโดยสัมผัสใช้ในรูปที่เป็นผงหรือสั่งสกัดจากดอกแล้วละลาย ในตัวทำละลาย ที่เหมาะสม ใช้ฉีดหรือพ่นกลไกการออกฤทธิ์ ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแน่ชัด  แต่สารเหล่านี้จะออกฤทธิ์ โดยตรงต่อระบบประสาทของแมลง  โดยอาจจะเกี่ยวข้องกับการส่งผ่านของโซเดียม  และ โปแตสเซียมไอออน ในเซลประสาทเมื่อแมลงสัมผัสกับสารเปล่านี้  แมลงอาจมีอาการตื่นเต้นสั่น และเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว

                ในยาฆ่าแมลงที่มีไพรีทรินสีเป็นสารออกฤทธิ์นั้น ส่วนใหญ่มักนิยมผสมสารเพิ่มฤทธิ์  เช่น sesamin  (แยกได้จากน้ำมันงา )  เพื่อให้ฤทธิ์เพิ่มขึ้น ปัจจุบันใช้ piperonyl  butoxide ( สารสังเคราะห์เลียนแบบ sesamin )

            ปัจจุบันนักเคมีสามารถสังเคราะห์สารคล้ายพวกไพรีทรินขึ้นมาแล้วหลายชนิดด้วยกัน  เช่น แอลเลอร์- ฮวิน (Allerthrin) เรสเมธริน (resmetrin ) ไบโอเรสเมธริน (bioresmethrin ) เททราเมธริน (tetramethrin )  เปอร์มีธริน (permethrin ) ฟลูมิธริน (fumethrin ) สารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการฆ่าแมลง สูงกว่าที่ผลิตจากธรรมชาติ

            สารสังเคราะห์ที่กล่าวมา มีหลายตัวที่ไม่ได้นำมาผสมกับแชมพู  เพื่อกำจัดเห็บหมัดในสัตว์เลี้ยงซึ่งก็ได้ผลดี  แต่ควรระวัง  หากสารไพรีทรินสังเคราะห์เหล่านี้  ผสมในความเข้มข้นมากไป อาจทำให้ผิวหนังและขนของสัตว์เลี้ยงเสียหายได้

 
 


น้อยหน่า (Annona squamosa linn)

                เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบเดี่ยวออกสลับกัน ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ผลที่ออกใหม่ ๆ จะมีสีเขียวเมื่อแก่เต็มที่จะมีสีเขียวปนสีแดงอ่อน ๆ เล็กน้อย ในหนึ่งผลจะแบ่งเป็นช่อง ๆ  จำนวนมากเรียกว่า “ ตา “ ในแต่ละตาจะมีเมล็ดสีดำหนึ่งเมล็ด และเนื้อหุ้มเมล็ดจะมีสีขาว

            สารออกฤทธิ์จะมีมากที่เมล็ดและใบซึ่งจะเป็นพวกอัลคาลอย (Anonaine)  เวลาใช้ให้ตำเมล็ดหรือใช้ใบผสมกับน้ำมันมะพร้าว และ ชะโลมศรีษะทิ้งไว้สามารถฆ่าเหาได้ดี อย่างไรก็ตาม มีผู้นำมาทดสอบใช้กำจัดเห็บหมัดในสุนัข ในการใช้ต้องระวังมิให้ถูกนัยน์ตา เปลือกตา ริมฝีปาก และรูจมูก เพราะจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน  การออกฤทธิ์ของน้อยหน่าจะเป็นพิษทางสัมผัส  และทางกระเพาะอาหาร   เป็นทั้งสารฆ่าแมลง  ขับไล่แมลง และ ขัดขวางการกิน

            สารสกัดจากพืชจำนวน 7 ชนิด  ประกอบด้วย ใบเหงือกปลาหมอ  เหง้าว่านน้ำ  เมล็ดน้อยหน่า  ใบคว่ำตายหงายเป็น  เมล็ดบวบเหลี่ยม  เมล็ดมันแกว  และ รากหนอนตายอยาก  ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์ฆ่าเห็บตัวอ่อนตาย  90-100%  ส่วนการทดสอบฤทธิ์ฆ่าเห็บตัวแก่  กระทำโดยวิธีจุ่มเห็บลงในสารสกัดที่มีความเข้มข้น  10%  นับเปอร์เซ็นต์ตายของเห็บหลังการจุ่ม  พบว่ามีฤทธิ์ฆ่าเห็บตัวแก่ตาย  86-100% ที่ 48 ชั่วโมง  ได้แก่สารสกัดจากเมล็ดน้อยหนาและใบข่อย  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าที่ความเข้มข้น 2% ยังมีฤทธิ์ฆ่าเห็บตัวแก่ตายถึง 92.50%

                        และจากผลการสกัดสารจากเมล็ดน้อยหน่าพบว่าสามารถสกัดโดยใช้ 10%แอลกอฮอล์ หรือโดยการต้มกับน้ำก็ได้  ซึ่งจะเหมาะกับเกษตรกรในการนำไปใช้ฆ่าเห็บในโค 

 








HI-LIGHT
1 เอนไซม์ กับการบำบัดโรค

1ประวัติดร.รสสุคนธ์

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1น้ำหมักชีวภาพ (ENZYME)

1น้ำผักปั่น สโตล์ ดร.รสสุคนธ์

1นาฬิกาชีวิต
1การรักษาอาการต่าง ๆ ด้วยสารอาหาร
1สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ
1บทปฏิบัติ 10 ประการ
1สมาธิสยบโรค
1รักษาโรคตามพระไตรปิฎก
1บทความ (ชมรมบ้านสุขภาพ)
1สารพันกับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1
 
วิถึสุขภาพกับแพทย์ทางเลือก

1บทปฏิบัติ 10 ประการ

1ความสัมพันธ์ระบบต่าง ๆ กับวินัยชีวิต 10 ประการ

1ฮอร์โมนมีความสำคัญอย่างไร

1ตรวจสอบสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย..ด้วยตนเอง

1บทความ(ชมรมบ้านสุขภาพ)
1หลากหลายสารพัน กับการบำบัด ด้วยแพทย์ทางเลือก
1โรคและการบำบัดโรค...
ด้วยตนเอง

1ยา 9 เม็ดของหมอเขียว

1ยา และผลที่จะได้รับ
 

Downlod E-book ฟรี

 

 
copyright @ Healthybyself
Tel. 02-116-5598 , 096-1936-936 , 063-282-6369
www.healthybyself.net
, e-mail : healthybyself@hotmail.com